บทบาทของท่านอิมามโคมัยนี (ร.ฮ.) กับการตื่นตัวของโลกอิสลาม

บทบาทของท่านอิมามโคมัยนี (ร.ฮ.) กับการตื่นตัวของโลกอิสลาม

 


การเปลี่ยนแปลงและการตื่นตัวของโลกอิสลามนั้น มีจุดเริ่มต้นมาจากท่านอิมามโคมัยนี (ร.ฮ.) เหตุการณ์ที่เรากำลังเห็นการปรากฏขึ้นในกลุ่มประเทศอาหรับและโลกอิสลามขณะนี้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เป็นผลจากการตื่นตัวของอิสลามที่ท่านอิมามโคมัยนี (ร.ฮ.) ได้ทำให้เริ่มต้นขึ้นเมื่อสามสิบกว่าปีที่ผ่าน ภายหลังจากสามสิบปีของชัยชนะของการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านภายใต้การนำของท่านอิมามโคมัยนี (ร.ฮ.) ด้วยแรงบันดาลใจของการปฏิวัติอิสลามและแนวความคิดต่าง ๆ ของท่านอิมามโคมัยนี (ร.ฮ.) โลกอาหรับได้เริ่มต้นการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ในการต่อต้านระบอบเผด็จการทั้งหลาย ประชาชนในกลุ่มประเทศอาหรับได้ตัดสินใจที่จะปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระจากการปลดแอกของความอธรรมและการกดขี่

 

       ดูเหมือนว่าประชาชนเหล่านี้ได้รู้ซึ้งแล้วถึงความอุบาทว์จอมอหังการของมหาอำนาจตะวันตก และพวกเขากำลังยืนหยัดขึ้นเพื่อแสวงหาเสรีภาพ เพื่อปลดปล่อยตัวเองและการหันกลับมาสู่คำสอนของพระผู้เป็นเจ้า หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลของประเทศทั้งหลายที่ได้เห็นการปฏิวัติของประชาชน อย่างเช่น ตูนิเซีย อียิปต์และประเทศอื่น ๆ จะหันกลับมาสู่อิสลามที่แท้จริงและยึดมั่นต่อสัจธรรม จะดำเนินแนวทางของตนในการยืนหยัดต่อสู้กับมหาอำนาจผู้ครอบงำและลัทธิไซออนิสต์ที่เป็นเสมือนมะเร็งร้ายที่อยู่ในใจกลางโลกอิสลาม

 

       เนื่องในโอกาสการรำลึกถึงวันครบรอบการอสัญกรรมของท่านอิมามโคมัยนี (ร.ฮ.) ผู้วางรากฐานการปฏิวัติอิสลามและผู้ปลุกประชาชาติมุสลิมและบรรดาผู้อ่อนแอผู้ถูกกดขี่ (มุสตัฎอะฟีน) ของโลกให้ตื่นขึ้น และหันกลับมาสู่อัตลักษณ์ของตนเองและคำสอนของพระผู้เป็นเจ้า จึงขอนำสุนทโรวาทบางส่วนของท่านที่เกี่ยวกับการตื่นตัวของอิสลามมานำเสนอไว้ในที่นี้

 

        “ชนชาติที่ต้องการยืนอยู่บนเท้าของตนเองและตัดสินใจต่าง ๆ ด้วยตัวเองนั้น อันดับแรกจำเป็นที่พวกเขาจะต้องตื่นขึ้นเสียก่อน ในการจาริกสู่พระผู้เป็นเจ้า (อัซซีร อิลัลลอฮ์) ก็เช่นกัน นักรหัสยะ (อะฮ์ลุลมะอ์ริฟะฮ์) ได้กล่าวว่า การตื่นตัวคือจุดเริ่มต้น” (1)

 

        “ไม่มีเหตุการณ์ใดที่เกิดขึ้นในทุกจุดของโลกในปัจจุบัน ที่จะไม่มีผลกระทบต่อจุดอื่น ๆ แต่ทว่าระดับของการรับผลกระทบของประชาชนที่อยู่ในจุดอื่น ๆ นั้น ขึ้นอยู่กับการรับรู้และการเลือกของตัวพวกเขาเอง” (2)

 

        “จะต้องเลิกคิดเลยที่ว่า เราจะไม่ส่งออกการปฏิวัติของเรา” (3) “จุดประสงค์ของการส่งออกการปฏิวัตินั้น ไม่ใช่การพิชิตประเทศใด ๆ แต่ทว่าเราต้องการให้การตื่นตัวที่เกิดขึ้นในอิหร่านนี้ เกิดขึ้นกับชนชาติทั้งมวลและรัฐบาลทั้งมวล” (4)

 

        “บรรดามุสลิมจะต้องตื่นขึ้น วันนี้เป็นวันที่มุสลิมแต่ละคนไม่อาจที่จะใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังในแต่ละมุม และไม่อาจใช้ชีวิตอยู่แต่เฉพาะเพียงประเทศเดียวได้ตามลำพังอีกต่อไป ในยุคสมัยซึ่งนโยบายต่าง ๆ ของบรรดามหาอำนาจคือการสวาปามทุกที่นั้น บรรดามุสลิมจะต้องตื่นขึ้น กับรัฐบาลทั้งหลายนั้นข้าพเจ้ารู้สึกสิ้นหวังจากส่วนใหญ่ของพวกเขา แต่ชนชาติทั้งหลายจะต้องตื่นขึ้นมา และพวกเขาทั้งหมดจะต้องอยู่ภายใต้ธงแห่งอิสลาม และอยู่ภายใต้การปกครองของคัมภีร์อัลกุรอาน อัลฮัมดุลิลลาฮ์ (มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮ์) บรรดามุสลิมนั้นมีจำนวนอยู่ที่ประมาณหนึ่งพันล้านคน และประเทศต่าง ๆ ของมุสลิมก็เป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ มีความมั่งคั่ง และสมาชิกส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ที่มีความสามารถ...” (5)

 

        “โลกมุสลิมจะต้องยึดถือเอา “วันอัลกุดส์” เป็นวันของชาวมุสลิมทุกคน ยิ่งไปกว่านั้น เป็นวันของบรรดาผู้ถูกกดขี่ จากจุดที่มีความสำคัญยิ่งนี้ พวกเขาจะต้องยืนหยัดขึ้นเผชิญหน้ากับบรรดามหาอำนาจจอมอหังการและพวกสวาปามโลก พวกเขาจะต้องไม่หยุดยั้งจนกว่าจะปลดปล่อยบรรดาผู้ถูกกดขี่ให้หลุดพ้นออกจากความอธรรมของมหาอำนาจทั้งหลาย บรรดาผู้อ่อนแอ (มุสตัฎอะฟีน) ที่ประกอบเป็นคนส่วนใหญ่ของโลก จงมั่นใจเถิดว่า สัญญาของพระผู้เป็นเจ้านั้นใกล้เข้ามาแล้ว ดาวอัปมงคลของบรรดามหาอำนาจกำลังลดต่ำลงและกำลังจะสิ้นสลาย” (6)

 

        “ตราบที่เสียงป่าวประกาศคำว่า “ลาอิลาฮะ ลิลลัลลอฮ์ วะมุฮัมมะดุรร่อซูลุลลอฮ์” (ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมมัดคือศาสนทูตของอัลลอฮ์) ยังไม่ดังกึกก้องขึ้นทั่วทุกส่วนของโลก การต่อสู้ยังคงมีอยู่ และตราบที่การต่อสู้กับบรรดามหาอำนาจยังมีอยู่ในทุกที่ของโลก เราก็จะยังคงมีอยู่” (7)

 

        “สิ่งที่สำคัญก็คือ “กิยามุน ลิลลาฮ์” (การยืนหยัดขึ้นเพื่อพระผู้เป็นเจ้า) การยืนขึ้นเพื่อพระผู้เป็นเจ้า (ลิลลาฮ์) คือเคล็ดลับของชัยชนะของกองทัพอิสลามในยุคแรกของอิสลาม ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่าพวกเขาไม่มีอาวุธยุทโธปกรณ์สงครามใด ๆ เลย แต่ “กิยามุน ลิลลาฮ์” การยืนหยัดต่อสู้เพื่อพระผู้เป็นเจ้า ความศรัทธามั่นต่อพระผู้เป็นเจ้านี่เองที่ทำให้ท่านศาสดาได้รับชัยชนะ ความไม่สิ้นหวัง การยืนหยัดอย่างมั่นคงในทางของพระผู้เป็นเจ้า ได้ทำให้ชัยชนะเป็นโชคผลของท่านศาสดา (ซ็อลฯ)” (8)

 

        “ท่านทั้งหลายจงมองดูสถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ในโลกขณะนี้ เริ่มจากบอสเนีย ไปจนถึงชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมทั้งมวลที่อยู่ในประเทศต่าง ๆ ของยุโรป ไปจนถึงภูมิภาคอาหรับและแอฟริกา ไปจนถึงตะวันออก ทั้งหมดเหล่านี้จะได้รับผลกระทบจากการปรากฏขึ้นของอิสลามและจากรัฐอิสลามที่ถูกสถาปนาขึ้นโดยการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน” (9)

 

         ท่านอายะตุลลอฮ์คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติอิสลาม กล่าวว่า :

 

        “พลังแห่งความศรัทธา พลังแห่งความมุ่งมั่น พลังของความเป็นผู้นำที่ชาญฉลาด พลังแห่งการยืนหยัดและความอดทนอดกลั้น ไม่เพียงแต่จะเอาชนะเหนือพลังอำนาจของเผด็จการทรราชเท่านั้น แต่จะเอาชนะเหนือพลังอำนาจของอเมริกาที่อยู่เบื้องหลังเขาได้อีกด้วย... พลังอำนาจต่าง ๆ ที่ทรงประสิทธิภาพนั้น คือเจตนารมณ์อันมั่นคงของมนุษย์ ความศรัทธาของมนุษย์ ความเสียสละและการพลีอุทิศตนของบรรดาผู้นำที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย”

 

         “รัฐบาลทั้งหลายที่ขึ้นกับมหาอำนาจจอมอหังการของโลก ขึ้นกับอเมริกาและตะวันตกนั้น จนกระทั่งเมื่อใดที่พวกเขาได้กระทำกับประชาชนของตนเองตามที่พวกเขาต้องการ โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชนชาติทั้งหลาย! ทางรอดคืออะไร? ไม่มีหนทางหลุดพ้นแล้วหรือ? (แน่นอน) มีหนทางหลุดพ้น และหนทางหลุดพ้นในประเทศอิสลามทั้งหลายก็คือ การย้อนกลับมาสู่อิสลาม หนทางรอดพ้นคือการมีความเข้าใจที่ลึกซึ้ง (บะซีเราะฮ์) ต่อศัตรูที่แท้จริง ประชาชาติมุสลิมจะต้องรู้จักศัตรูที่แท้จริง และจะต้องรับรู้ถึงเล่ห์เหลี่ยมและกลลวงของมหาอำนาจจอมอหังการ” (10)



 

แหล่งที่มา :

 

(1) ซอฮีเฟเย่ นูร, เล่ม 14, หน้า 1

 

(2) ซอฮีเฟเย่ นูร, เล่ม 3, หน้า 99

 

(3) ซอฮีเฟเย่ นูร, เล่ม 1, หน้า 19

 

(4) ซอฮีเฟเย่ นูร, เล่ม 1, หน้า 127

 

(5) ซอฮีเฟเย่ นูร, เล่ม 12, หน้า 318

 

(6) ซอฮีเฟเย่ นูร, เล่ม 4, หน้า 7

 

(7) ซอฮีเฟเย่ นูร, เล่ม 11, หน้า 266

 

(8) ซอฮีเฟเย่ นูร, เล่ม 6, หน้า 141

 

(9) ซะฟีเร่ นูร, หน้า 105 – 106

 

(10) หนังสือ “สุค็อน ออฟตอบ” เล่ม 5, หน้า 90

 

แปล/เรียบเรียง : ศูนย์สารสนเทศอิสลาม สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม

แสดงความเห็น