ความสำคัญของเยเมนและชาวเยเมนในหลักฐานของอิสลาม ตอนที่ 2
ความสำคัญของเยเมนและชาวเยเมนในหลักฐานของอิสลาม ตอนที่ 2
ข. บุคคลสำคัญของเยเมนในอิสลามและในสายธารชีอะฮ์
บุคคลสำคัญและมีความโดดเด่นจากชาวเยเมนที่ปรากฏในประวัติศาสตร์อิสลามและในสายธารชีอะฮ์ ซึ่งจะขอชี้ให้เห็นบางส่วนโดยสังเขปไว้ ณ ที่นี้คือ
ชาวอันซอรมีต้นกำเนิดมาจากเยเมน ต้นกำเนิดและรากฐานที่มาของชาวอันซอรซึ่งประกอบด้วยชน 2 เผ่า คือเผ่า “เอาซ์” และ “ค็อซร็อจญ์” และเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างไม่มีใครเหมือนในชัยชนะของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ที่มีต่อบรรดาผู้ตั้งภาคี (มุชริกีน) และบรรดาผู้ปฏิเสธ (กุฟฟาร) ในคาบสมุทรอาหรับความมั่นคงของอิสลามนั้นย้อนกลับไปที่เผ่า “อะซัด” (قبيلة الأزد) ซึ่งเป็นชาวเยเมน และผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่าคำยกย่องเชิดชูต่างๆ ของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ต่อเยเมนและชาวเยเมนนั้นก็เนื่องมาจากประเด็นนี้
การปกป้องอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) ของชาวเยเมน หลังจากเหตุการณ์ซะกีฟะฮ์ จำนวน 23 คนที่ประกอบขึ้นเป็นชีอะฮ์ของท่านอิมามอะลี (อ.) ชุดแรกหลังจากเหตุการณ์ “ซะกีฟะฮ์” 10 คนจากพวกเขาเป็นชาวอันซอรที่มีเชื้อสายเป็นชาวเยเมนได้ปรากฏในคำรายงาน (ริวายะฮ์) บทหนึ่งว่า เมื่อซิยาด บินละบีด อันซอรี ได้เป็นตัวแทนของคอลีฟะฮ์ในเมืองฮัฎรอเมาต์ในเยเมน ผู้นำชนเผ่าบางคนของเยเมนได้กล่าวกับเขาว่า “พวกเราจะเชื่อฟังอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) ของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ทำไมพวกท่านจึงหักห้ามพวกเขาจากการเป็นค่อลีฟะฮ์” (นักเช่ กอบาอิล ยะมะนี ดัร ฮิมายัต อาซ อะฮ์ลุลบัยต์ (บทบาทของเผ่าต่างๆ ของเยเมนในการสนับสนุนอะฮ์ลุลบัยต์) หน้าที่ 86)
ข้อเสนอแนะของอิบนิอับบาสต่อท่านอิมามฮุเซน (อ.) เมื่ออิมามฮุเซน (อ.) ได้ตัดสินใจที่จะเดินทางมุ่งสู่นครกูฟะฮ์ อับดุลลอฮ์ อิบนิอับบาสได้ขอร้องท่านอิมาม (อ.) ให้เดินทางไปยังเยเมนแทนนครกูฟะฮ์ และให้พำนักอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนั้น เนื่องจากในดินแดนดังกล่าวมีชาวชีอะฮ์จำนวนมากซึ่งหัวใจของพวกเขาผูกพันอยู่กับอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) (อัคบาร อัฏฏุวาล, อบูหะนีฟะฮ์ ดัยนะวะรี, แปลโดย มะห์มูด มะฮ์ดี ดอเมฆอนี, สำนักพิมพ์ เนย์, หน้าที่ 292)
จำนวน 34 คน จากบรรดาชะฮีด (ผู้สละชีพ) ในกัรบะลาเป็นชาวเยเมน นักประวัติศาสตร์บางคนถือว่าในท่ามกลางบรรดาชะฮีด (ผู้สละชีพ) ในกัรบะลาเคียงข้างท่านอิมามฮุเซน (อ.) จำนวน 72 คนนั้น 34 คนของพวกเขาเป็นชาวเยเมน (นักเช่ กอบาอิล ยะมะนี ดัร หิมายัต อาซ อะฮ์ลุลบัยต์ (บทบาทของเผ่าต่างๆ ของเยเมนในการสนับสนุนอะฮ์ลุลบัยต์) หน้าที่ 200)
ชาวเยเมนในขบวนการเคลื่อนไหว “อัตเตาวาบีน” หลังจากเหตุการณ์ในวันอาชูรอ ชาวชีอะฮ์กลุ่มหนึ่งได้รู้สึกสำนึกผิดอย่างรุนแรงจากการที่พวกเขาบกพร่องในการป้องกันท่านอิมามฮุเซน (อ.) และเพื่อที่จะชดเชยต่อสิ่งที่เกิดขึ้นพวกเขาได้จัดตั้งขบวนการต่างๆ เพื่อต่อต้านอำนาจการปกครองของบนีอุมัยยะฮ์ หนึ่งในขบวนการเคลื่อนไหวเหล่านี้คือการดำเนินการทางด้านการทหารของกลุ่ม “อัตเตาวาบีน” ที่ได้เริ่มต้นการเคลื่อนไหวต่อต้านของตนโดยการนำของ “สุไลมาน บินซอร็อด คุซาอี” ชาวเยเมนคือส่วนหนึ่งจากบรรดาสมาชิกหลักของขบวนการต่อสู้ของชาวชีอะฮ์นี้ และต่อมาพวกเขาได้เสียชีวิตลงในการปกป้องอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) (บทความการพิจารณาโดยสังเขปเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาวชีอะฮ์เยเมน, เขียนโดย ฟัตตาห์ ฆุลามี, อ้างอิงจากหนังสือ ตะชัยยุอ์ ดัร มะซีร ตารีค, หน้าที่ 272)
อุเวซ กอรอนี : “อุเวซ บินอามิร มุรอดี กอรอนี” ชาวเยเมน เนื่องความศรัทธาที่แกร่งกล้าและมั่นคงของเขา และเนื่องจากการยอมรับวิลายะฮ์ (อำนาจการปกครอง) ของท่านอิมามอะลี (อ.) และการเป็นชะฮีด (สละชีพ) ในการต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ท่าน เขาจึงถูกนับว่าเป็นหนึ่งในบุคคลชั้นแนวของโลกอิสลามและชีอะฮ์ อุเวซเข้ารับอิสลามในขณะที่ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ยังมีชีวิตอยู่ แต่เนื่องจากความจำเป็นที่เขาต้องดูแลรับใช้มารดาของเขาทำให้เขาไม่สามารถไปพบท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้ บรรดานักประวัติศาสตร์จึงนับเขาเข้าอยู่ในกลุ่ม “ตาบิอีน” (ชนยุคถัดจากซอฮาบะฮ์)
ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ได้กล่าวเกี่ยวกับเขาว่า
إِنَّ خَيْرَ التَّابِعِينَ رَجُلٌ يُقَالُ لَهُ أُوَيْسٌ وَلَهُ وَالِدَةٌ وَكَانَ بِهِ بَيَاضٌ فَمُرُوهُ فَلْيَسْتَغْفِرْ لَكُمْ
“แท้จริงตาบิอีนที่ดีเลิศที่สุด คือชายคนหนึ่งที่ถูกเรียกชื่อว่า อุวัยส์ เขามีมารดาและเขาเป็นคนผิวขาว ดังนั้นพวกท่านจงขอให้เขาทำการอิสติฆฟาร (ขออภัยโทษจากอัลลอฮ์) ให้แก่พวกท่านเถิด”
(ซอเฮี๊ยะห์มุสลิม, เล่มที่ 4, หน้าที่ 1968 ; อัฏฏอบากอตุ้ลกุบรอ, เล่มที่ 6, หน้าที่ 163)
และท่านได้กล่าวว่า “ในวันกิยามะฮ์ (วันแห่งการฟื้นคืนชีพในปรโลก) อุเวซจะให้การอนุเคราะห์ (ชะฟาอะฮ์) แก่คนจำนวนมาก” (อัลอิรชาด, เชคมุฟีด, เล่มที่ 1, หน้าที่ 316 ; ริญาล กัชชี, เล่มที่ 1, หน้าที่ 316) และท่านยังได้กล่าวอีกว่า
خَليلي مِن هذهِ الامّةِ اويسُ القَرَنِي
"สหายของฉันจากประชาชาตินี้ คืออุเวซ อัลกอรอนี"
(อัฏฏอบากอตุ้ลกุบรอ, เล่มที่ 6, หน้าที่ 163 ; ตารีค มะดีนะฮ์ ดะมิขก์, เล่มที่ 9, หน้าที่ 442)
ในการอิบาดะฮ์ (นมัสการ) ต่อพระผู้เป็นเจ้านั้น อุเวซมีความมุ่งมั่นเป็นอย่างมากและบางครั้งใช้เวลาทั้งคืนอยู่ในสภาพของการซุหญูดต่อพระผู้เป็นเจ้า อุเวซเป็นสหายคนพิเศษของท่านอมีรุลมุอ์มินีน (อ.) ที่ทำการต่อสู้ในสงครามญะมัลและสงครามซิฟฟีนเคียงบ่าเคียงไหล่ท่าน และเขาได้เป็นชะฮีดในสงครามซิฟฟีนตามคำสัญญาของท่านอมีรุลมุอ์มินีน (อ.) (อุซุดุลฆอบะฮ์, เล่มที่ 1, หน้าที่ 333, เลขที่ 331 ; ริญาล กัชชี, เล่มที่ 1, หน้าที่ 316)
มาลิก อัชตัร นะคออี : เมื่อท่านอมีรุลมุอ์มินีน (อ.) ถูกส่งไปยังแผ่นดินเยเมนโดยท่านศาสดา (ซ็อลฯ) เพื่อให้เชิญชวนประชาชนชาวเยเมนมาสู่อิสลาม หนึ่งในเผ่าชนที่เข้ารับอิสลามอย่างรวดเร็วหลังจากการได้พบกับท่านอมีรุลมุอ์มินีน (อ.) นั่นก็คือเผ่าของ “มะลิก อัชตัร” ซึ่งมีชื่อว่าเผ่า “นะเคาะอ์” และนับจากช่วงเวลานั้นเองที่การรู้จักและความสัมพันธ์พิเศษของมาลิก อัชตัรที่มีต่อท่านอมีรุลมุอ์มินีน (อ.) ได้เริ่มต้นขึ้น เนื่องจากมาลิก อัชตัร ไม่มีโอกาสไปพบท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) และได้เดินทางไปยังมะดีนะฮ์หลังจากการวะฟาต (เสียชีวิต) ของท่านศาสดา (ซ็อลฯฉ) เขาจึงเป็นส่วนหนึ่งในหมู่ตาบิอีน
มัรฮูมอัลลามะฮ์ซัยยิดมุห์ซิน อามีน ได้เขียนไว้ในหนังสือ “อะอ์ยานุชชีอะฮ์” ว่า : วันหนึ่งได้มีการเอ่ยถึงมาลิก อัชตัร ต่อหน้าท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ท่านกล่าวว่า
إنَّه المؤمن حقّاً
“เขาคือผู้ศรัทธาที่แท้จริง” (อะอ์ยานุชชีอะฮ์, เล่มที่ 9, หน้าที่ 40)
มะลิก อัชตัร มีบทบาทสำคัญในยุคสมัยการปกครองของท่านอิมามอะลี (อ.) เช่นเดียวกับอัมมาร บินยาซิร และในสงครามญะมัลและสงครามซิฟฟีนนั้น เขาเป็นหนึ่งในผู้บัญชาการรบที่โดดเด่นในกองทัพของท่านอิมามอะลี (อ.) และยังได้รับแต่งตั้งจากท่านอิมาม (อ.) ให้เป็นผู้ปกครองอียิปต์
ฮุจร์ บินอะดี : ชาวเยเมนอีกผู้หนึ่งที่มีความโดดเด่นในประวัติศาสตร์อิสลามและในสายธารชีอะฮ์ นั่นคือ “ฮุจร์ บินอะดี” ฮุจร์เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในด้านของความสมถะ การอิบาดะฮ์ ความกล้าหาญ มีความเข้าใจที่ลึกซึ้ง (บะซีเราะฮ์) ในเรื่องศาสนาและมีโวหารที่คมคาย เขาเป็นหนึ่งในผู้ช่วยเหลือและผู้บัญชาการกองทัพคนสำคัญของท่านอิมามอะลี (อ.) ที่ได้เข้าร่วมในทุกสงครามของท่านอิมามอะลี (อ.) ในยุคสมัยการปกครองของท่านอิมามฮะซัน (อ.) ฮุจร์ บินอะดีเป็นหนึ่งในผู้ทุ่มเทถวายชีวิตและเป็นสหายชั้นแนวหน้าของท่านอิมาม (อ.) เขารู้สึกผิดหวังจากการทำสัญญาสงบศึกของท่านอิมามฮะซัน (อ.) กับมุอาวิยะฮ์ และเมื่อเขาได้เล่าถึงความผิดหวังของตนเองแก่ท่านอิมาม (อ.) ท่านอิมาม (อ.) ได้กล่าวกับเขาว่า “หากบรรดาสาวกของฉันเป็นเหมือนเจ้า ฉันจะไม่ทำสัญญาสงบศึกกับมุอาวิยะฮ์อย่างเด็ดขาด” (อันซาบุลอัชร๊อฟ, เล่มที่ 3, หน้าที่ 365 ; มะกาตีบุลอะอิมมะฮ์, เล่มที่ 1, หน้าที่ 432)
ฮานี บินอุรวะฮ์ : ฮานี บินอุรวะฮ์ ฆุฏ็อยฟี อัลมุรอดี จากเผ่า “มุซะห์หัจญ์” ของเยเมน เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญและแกนนำของเมืองกูฟะฮ์ เขาเป็นหนึ่งในซอฮาบะฮ์ของท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) และเป็นสหายคนสนิทของท่านอมีรุลมุอ์มินีน (อ.) ที่เข้าร่วมในสงครามญะมัล ซิฟฟีนและนะฮ์รอวาน และเป็นหนึ่งในเสาหลักของการยืนหยัดของฮุจร์ บินอะดีในการต่อต้านซิยาด บินอุบัยฮ์ เนื่องจากเขาเป็นผู้สนับสนุนมุสลิม บินอะกีล อิบนุซิยาดจึงสังหารเขาจนเป็นชะฮีดในวันที่ 8 ซุลฮิจญะฮ์ ฮ.ศ. 60 ในเมืองกูฟะฮ์ และส่งศีรษะของเขาและของมุสลิมไปมอบให้แก่ยะซีด บุตรของมุอาวิยะฮ์
กุเมล บินซิยาด : กุเมล บินซิยาด นะคออี เป็นอีกบุคคลหนึ่งจากชาวเยเมนที่มีความโดดเด่นที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของอิสลามและชีอะฮ์ เขาได้พบท่านศาสดา (ซ็อลฯ) และหลังจากการวะฟาต (เสียชีวิต) ของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) เขาคือผู้หนึ่งที่ได้เข้าอยู่ในหมู่สหายชั้นแนวหน้าของอิมามอะลี (อ.) และหลังจากการเป็นชะฮีดของท่านอิมามอะลี (อ.) เขาก็ได้เป็นหนึ่งในผู้ช่วยเหลือของท่านอิมามฮะซัน มุจญ์ตะบา (อ.) ด้วยเช่นกัน กุเมลเป็นที่รู้จักกันดีในด้านความกล้าหาญ การอิบาดะฮ์และความสมถะ มีรายงานว่า เขาได้กล่าวในขณะที่อยู่ต่อหน้าท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ว่า
«اصبحت مؤمنا موقنا»
”ข้าพเจ้าตื่นเช้าขึ้นมาในสภาพผู้ศรัทธาที่มีความเชื่อมั่น”
และศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ก็ได้ยืนยันคำพูดของเขา (ดิรัคชอน พัรตูอี อาซ อุซูล กาฟี, เล่มที่ 2, หน้าที่ 74) เนื่องจากความรักที่มีต่อท่านอมีรุลมุอ์มินีน (อ.) และการทุ่มเทในการรับใช้อิสลามและอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) กุเมล บินซิยาดจึงได้รับความเกลียดชังและการเป็นศัตรูจากฮัจญาจ บินยูซุฟ และเขาถูกสังหาร (เป็นชะฮีด) โดยคำสั่งของฮัจญาจ บินยูซุฟด้วยวิธีที่โหดร้ายที่สุดในวัยหนึ่งร้อยปี
มิกดาด บินอัสวัด อัลกินดี : มิกดาด บินอัสวัด อัลกินดี เป็นอีกผู้หนึ่งที่ในตำราประวัติศาสตร์ได้บันทึกเขาไว้ในหมู่ชาวเผ่า “กินดะฮ์” ในเมืองฮัฎรอเมาต์ของเยเมน ในหนังสือ “มุคตะศ็อร อัลบะซออิร” ในริวายะฮ์ (คำรายงาน) บทหนึ่งได้กล่าวถึงเขาว่าอยู่ในกลุ่มยี่สิบคนจากชาวเยเมนที่จะฟื้นคืนชีพ (ร็อจญ์อะฮ์) ขึ้นมาอีกครั้ง และจะเป็นหนึ่งในผู้ช่วยเหลือชั้นแนวหน้าของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.ญ.) (มุคตะศ็อร อัลบะซออิร, หน้าที่ 475 ; บิฮารุ้ลอันวาร, เล่มที่ 53, หน้าที่ 86)
มิกดาด บินอัสวัด อัลกินดี เป็นหนึ่งในดาวดวงเด่นที่สว่างไสวที่สุดในโลกอิสลามและชีอะฮ์ ในยุคสมัยของญาฮิลียะฮ์ (ยุคมืดก่อนการมาของอิสลาม) นั้น มิกดาดได้อาศัยอยู่ในเมืองฮัฎรอเมาต์ของเยเมน แต่เนื่องจากความเป็นศัตรูที่เกิดขึ้นกับเขาทำให้เขาหนีไปอยู่ในนครมักกะฮ์ และได้กลายเป็นบุตรบุญธรรมของ “อัสวัด บินอับดิยะฆูษ” มิกดาดได้เข้ารับอิสลามตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการแต่งตั้งท่านศาสดา (ซ็อลฯ) และเป็นหนึ่งในจำนวนเจ็ดคนแรกที่เปิดเผยความเป็นมุสลิมของตนในนครมักกะฮ์
หลังจากเหตุการณ์ซะกีฟะฮ์ ด้วยความกล้าหาญและการยืนหยัดของมิกดาดนั้นเพียงพอแล้วที่จะรู้ว่าในเหตุการณ์ซะกีฟะฮ์และในการฉกชิงตำแหน่งคอลีฟะฮ์นั้น เขาได้ให้การสนับสนุนและปกป้องท่านอิมามอะลี (อ.) ผู้เป็นวะซี (ผู้สืบทอด) ของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) เขากล่าวกับท่านอิมามอะลี (อ.) ว่า “โอ้ทานอะลี! ท่านจะบัญชาให้พวกเราดำเนินการเช่นใดไหม ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ หากท่านออกคำสั่งให้พวกเราทำสงคราม พวกเราก็จะทำสงคราม และหากท่านออกคำสั่งให้พวกเรายับยั้งตนจากการทำสงคราม พวกเราก็จะกระทำเช่นนั้น พวกเรายอมจำนนต่อท่าน”
โองการต่างๆ ที่ถูกประทานลงมาเกี่ยวกับมิกดาด ตามคำรายวาน (ริวายะฮ์) ต่างๆ ของอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) โองการอัลกุรอานบางส่วนได้ถูกประทานลงมาในสถานะของซอฮาบะฮ์ (สาวก) บางคนของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) และหนึ่งในบุคคลเหล่านั้นคือมิกดาด บินอัสวัด และหนึ่งในโองการเหล่านั้นคือ
وَالسَّابِقُونَ الأوَّلُونَ مِنَ المُهَاجِرِینَ وَالأنصَارِ وَالَّذِینَ اتَّبَعُوهُم بِإِحسَانٍ رَضِیَ اللهُ عَنهُم وَرَضُوا عَنهُ
“บรรดาบรรพชนรุ่นแรกในหมู่ผู้อพยพ (ชาวมุฮาญิรีนจากมักกะฮ์) และในหมู่ผู้ให้ความช่วยเหลือ (ชาวอันซอรจากมะดีนะฮ์) และบรรดาผู้ดำเนินตามพวกเขาด้วยการทำดีนั้น อัลลอฮ์ทรงพึงพอพระทัยในพวกเขา และพวกเขาก็พอใจในพระองค์”
(อัลกุรอานบทอัตเตาบะฮ์ โองการที่ 100)
ในการอรรถาธิบายโองการนี้ ท่านอิมามซอดิก (อ.) ได้กล่าวว่า
وهم النُّقَباء، وأبو ذرّ والمِقداد وسلمان وعمّار، ومَن آمن وصدّق وثبت على ولاية أمير المؤمنين عليه السّلام
“พวกเขาคือชนชั้นแนวหน้า และอบูซัร มิกดาด ซัลมาน อัมมาร และผู้ที่ศรัทธา ยอมรับและมั่นคงอยู่บนวิลายะฮ์ (อำนาจปกครอง) ของท่านอมีรุลมุอ์มินีน (อ.)”
(บิฮารุ้ลอันวาร, เล่มที่ 31, หน้าที่ 410)
ในคำรายงาน (ริวายะฮ์) ต่างๆ ได้กล่าวถึงความประเสริฐและสถานะอันสูงส่งของมิกดาดในด้านต่างๆ ไว้ อย่างเช่น การยอมรับอิสลามก่อนใคร การอพยพ ความรู้ การยืนหยัดอย่างมั่นคงในศาสนา ฯลฯ ในที่นี้จะขอชี้ให้เห็นเพียงคำรายงานเดียวจากท่านศาสดา (ซ็อลฯ) เกี่ยวกับสถานะของมิกดาด โดยที่ท่านกล่าวว่า :
ان ﷲ عز و جل امرنی بحب اربعة واخبرنی انه یحبهم : علی و المقداد و ابوذر و سلمان
"แท้จริงอัลลอฮ์ทรงบัญชาให้ฉันรักบุคคลสี่คน และพระองค์ทรงแจ้งแก่ฉันว่าพระองค์ทรงรักพวกเขา คือ อะลี มิกดาด อบูซัรและซัลมาน”
(มุนตะฮัลอามาล, เชคอับบาส กุมมี, หน้าที่ 160)
ค. บทบาทของชาวเยเมนในการปรากฏกาย (ซุฮูร) ของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.ญ.)
สำหรับชาวเยเมนในยุคแห่งการปรากฏตัว (ซุฮูร) ของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.ญ.) สามารถพบเห็นได้ในคำรายงาน (ริวายะฮ์) ต่างๆ เกี่ยวกับบทบาทที่สำคัญและเป็นพิเศษของพวกเขาได้เช่นเดียวกัน ซึ่งจะขอนำเสนอบางส่วนจากคำรายงานเหล่านั้นไว้ ณ ที่นี้
การยืนหยัดขึ้นของซัยยิดยะมานีพร้อมกับกองทัพจากเยเมน คือส่วนหนึ่งของสัญญาณที่แน่นอนของการปรากฏกาย (ซุฮูร) ของอิมามมะฮ์ดี (อ.) : ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า “ห้าสิ่งที่จะเกิดขึ้นก่อนการยืนหยัดของกออิม (อ.) คือ การปรากฏตัวของยะมานีและซุฟยานี เสียงประกาศจากฟากฟ้า ธรณีสูบกองทัพในเมืองบิดาอ์ และการถูกฆ่าของนัฟซุซซะกียะฮ์” (กะมาลุดดีน วะตะมามุนเนี๊ยะอ์มะฮ์, หน้าที่ 588 ; อัลคิซ็อล, เล่มที่ 1, หน้าที่ 303)
ยะอ์กูบ บินซร๊อจญ์ ได้รายงานจากท่านอิมามซอดิก (อ.) โดยเล่าว่า
قُلْتُ لِأَبِی عَبْدِ اللَّهِ ع مَتَى فَرَجُ شِیعَتِكُمْ قَالَ إِذَا اخْتَلَفَ وُلْدُ الْعَبَّاسِ وَ وَهَى سُلْطَانُهُمْ وَ طَمِعَ فِیهِمْ مَنْ لَمْ یَكُنْ یَطْمَعُ وَ خَلَعَتِ الْعَرَبُ أَعِنَّتَهَا وَ رَفَعَ كُلُّ ذِی صِیصِیَةٍ صِیصِیَتَهُ وَ ظَهَرَ السُّفْیَانِیُّ وَ الْیَمَانِیُّ وَ تَحَرَّكَ الْحَسَنِیُّ خَرَجَ صَاحِبُ هَذَا الْأَمْرِ مِنَ الْمَدِینَةِ إِلَى مَكَّةَ بِتُرَاثِ رَسُولِ اللَّهِ ص.»
ฉันได้ถามท่านอิมามซอดิก (อ.) ว่า "เมื่อไหร่ที่การคลี่คลายความทุกข์ยากของชีอะฮ์ของพวกท่านจะมาถึง” ท่านตอบว่า "เมื่อลูกหลานของอับบาสได้ขัดแย้งกัน และอำนาจการปกครองของพวกเขาอ่อนแอลง และคนที่ไม่เคยละโมบ (อาจหาญ) ต่อพวกเขาก็จะเกิดการละโมบ และชาวอาหรับจะถูกปลดบังเหียน และทุกคนที่มีเครื่องป้องกันตัวก็จะใช้ประโยชน์จากเครื่องป้องกันตัวของตนเอง และซุฟยานีและยะมานีก็จะปรากฏตัวขึ้น และฮะซะนีก็จะทำการเคลื่อนไหว เมื่อนั้นเจ้าของอำนาจการปกครองนี้ (หมายถึงอิมามมะฮ์ดี) ก็จะออกเดินทางจากมะดีนะฮ์ไปยังมักกะฮ์พร้อมกับมรดกของท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ)”
(อัลกาฟี, เล่มที่ 8, หน้าที่ 225 ; อัลฆ็อยบะฮ์, นุอ์มานี, หน้าที่ 270)
กองทัพเยเมนจะเชิญชวนไปสู่สัจธรรมและทางที่ถูกต้อง วะฮีบ บินฮัฟศ์ ได้รายงานจากอบูบะซีรว่า ท่านอิมามบากิร (อ.) ได้กล่าวว่า "เมื่อพวกท่านเห็นลำไฟปรากฏขึ้นทางทิศตะวันออกเหมือนดั่งเสาสูงเป็นเวลาสามหรือเจ็ดวัน พวกท่านก็จงเตรียมพร้อมสำหรับฟะรัจญ์ (การคลี่คลายความทุกข์ยาก) ของวงศ์วานของมุฮัมมัด (ซ็อลฯ) และการยืนหยัดขึ้นของมะฮ์ดี (อ.ญ.) เถิด อินชาอัลลอฮ์ (หากพระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์) พระผู้เป็นเจ้าทรงเกริกเกียรติยิ่งและทรงปรีชาญาณยิ่ง” จากนั้นท่านกล่าวว่า
خروج السفياني واليماني والخراساني في سنة واحدة، في شهر واحد، في يوم واحد، نظام كنظام الخرز يتبع بعضه بعضاً فيكون البأس من كل وجه، ويل لمن ناواهم
“การปรากฏตัวของซุฟยานี ยะมานีและคุราซานี จะเกิดขึ้นในปีเดียวกัน ในเดือนเดียวกัน และวันเดียวกัน เหมือนกับสายลูกประคำที่ติดตามกันมา แล้วความทุกข์ยากจะปรากฏขึ้นทุกทิศทาง ความหายนะจะประสบกับบุคคลที่เป็นปรปักษ์กับพวกเขา”
ท่านอิมามบากิร (อ.) ได้กล่าวต่อไปอีกว่า
وليس في الرايات راية أهدى من راية اليماني، هي راية هدى، لأنه يدعو إلى صاحبكم، فإذا خرج اليماني حرم بيع السلاح على الناس وكل مسلم، وإذا خرج اليماني فانهض إليه فإن رايته راية هدى، ولا يحل لمسلم أن يلتوي عليه، فمن فعل ذلك فهو من أهل النار، لأنه يدعو إلى الحق وإلى طريق مستقيم
“และในหมู่ธงทั้งหลายนั้นไม่มีธงใดที่จะนำทางได้ชัดเจนยิ่งไปกว่าธงของยะมานี มันคือธงแห่งทางนำ เพราะแท้จริงเขาจะเรียกร้องไปสู่เจ้า (ของแห่งกาลเวลา) ของพวกท่าน (หมายถึงซอฮิบุซซะมาน) ดังนั้นเมื่อยะมานีปรากฏตัวขึ้น การขายอาวุธให้กับประชาชนและมุสลิมทุกคนจะเป็นที่ต้องห้าม (ฮะรอม) และเมื่อยะมานีปรากฏตัวขึ้น ก็จงยืนหยัดขึ้นต่อสู้เคียงข้างเขาเถิด เพราะแท้จริงธงของเขาคือธงแห่งทางนำ และไม่เป็นที่อนุญาต (ฮะลาล) สำหรับมุสลิมคนใดที่จะต่อต้านเขา ดังนั้นผู้ใดกระทำการเช่นนั้นเขาจะเป็นส่วนหนึ่งจากชาวนรก เนื่องจากเขาจะเรียกร้องเชิญชวนไปสู่สัจธรรมและแนวทางอันเที่ยงตรง”
(อัลฆ็อยบะฮ์ อันนุอ์มานี, หน้าที่ 253)
อบูบะซีรได้กล่าวต่อไปว่า จากนั้นท่านอิมาม (อ.) ได้กล่าวกับฉันว่า
إِنَّ ذَهَابَ مُلْكِ بَنِي فُلَانٍ كَقِصَعِ الْفَخَّارِ وَ كَرَجُلٍ كَانَتْ فِي يَدِهِ فَخَّارَةٌ وَ هُوَ يَمْشِي إِذْ سَقَطَتْ مِنْ يَدِهِ وَ هُوَ سَاهٍ عَنْهَا فَانْكَسَرَتْ فَقَالَ حِينَ سَقَطَتْ هَاهْ شِبْهَ الْفَزَعِ فَذَهَابُ مُلْكِهِمْ هَكَذَا أَغْفَلُ مَا كَانُوا عَنْ ذَهَابِه
"การสิ้นสลายของอำนาจการปกครองของ “บนีฟุลาน” (ลูกหลานของผู้นั้น) ก็เหมือนกับชิ้นส่วนของเครื่องปั้นดินเผา และเหมือนกับชายผู้หนึ่งที่เครื่องปั้นดินเผาอยู่ในมือของเขา ในขณะที่เขากำลังเดินอยู่ ทันใดนั้นมันก็ร่วงจากมือของเขาโดยที่เขาไม่ทันระวังตัว แล้วมันก็แตก แล้วเขาก็จะกล่าวในขณะที่มันร่วงนั้นว่า “ฮะ!” เหมือนกับการตกใจกลัว ดังนั้นการสิ้นสลายของอำนาจการปกครองของเขาก็เป็นเช่นเดียวกันนี้ พวกเขาจะไม่ทันระวังตัวจากการสิ้นสลายของมัน”
(อัลฆ็อยบะฮ์ อันนุอ์มานี, หน้าที่ 253 ; บิฮารุลอันวาร, เล่มที่ 52, หน้าที่ 231)
จุดประสงค์จากคำว่า “บนีอับบาส” หรือ “บนีฟุลาน” หรือ “วุลดุ ฟุลาน” ในคำรายงานต่างๆ เกี่ยวกับยุคแห่งการปรากฏกาย (ซุฮูร) ของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.ญ.) นั้น บรรดาผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ อย่างเช่น อัลลามะฮ์อะลี กูรอนี กล่าวว่า “หมายถึง ตระกูลสุดท้ายที่ทำการปกครองแผ่นดินฮิญาซ ก่อนการมาของอิมามมะฮ์ดี (อ.)” (อัศรุซซุฮูร, อะลี กูรอนี, ญะลาลี, หน้าที่ 296)
จากเนื้อหาโดยรวมข้างต้นสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่า แผ่นดินเยเมนและประชาชนชาวเยเมนนั้นมีความดีงามและความสำคัญต่างๆ มากมายทั้งในอดีต ปัจจุบันและในอนาคต และขณะนี้กำลังตกเป็นเป้าโจมตีอย่างป่าเถื่อนของรัฐบาลในเครือของราชวงศ์ซะอูด โดยการหนุนหลังของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล และสมควรที่บรรดาเสรีชนของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวมุสลิมทั้งหลายจะให้การสนับสนุนและแสดงความเห็นอกเห็นใจและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับพวกเขา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การรุกรานและการโจมตียังประชาชนผู้มีเกียรติดังกล่าวนี้จะไม่มีจุดจบเป็นอย่างอื่นนอกจากความพินาศของบรรดาผู้รุกราน การสั่นคลอนและการล่มสลายของระบอบการปกครองของราชวงศ์ซะอูด ซึ่งจะเป็นพื้นฐานนำไปสู่การปรากฏกาย (ซุฮูร) ของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) อินชาอัลลอฮ์ (หากอัลลอฮ์ทรงประสงค์)
و سیعلم الذین ظلموا ای منقلب ینقلبون.
“และบรรดาผู้อธรรมจะได้รู้ว่าพวกเขาจะต้องกลับคืนไปยังสถานที่กลับคืนใด”
(อัลกุรอานบทอัชชุอะรออ์ โองการที่ 227)
ขอขอบคุณเว็บไซต์ islamicstudiesth.com
แสดงความเห็น