การรอคอยการคลี่คลายความทุกข์ยาก (อินติซ๊อร ฟะญัร)
การรอคอยการคลี่คลายความทุกข์ยาก (อินติซ๊อร ฟะญัร)
แนวความคิดเกี่ยวกับชัยชนะขั้นสุดท้ายของสัจธรรม สันติภาพและความยุติธรรมที่มีเหนือกองกำลังของความชั่วร้าย การเป็นศัตรูและการกดขี่ในหมู่มนุษยชาตินั้นหยั่งรากฝังลึกอยู่ในสังคมมนุษย์มาอย่างยาวนาน เมื่อพิจารณาถึงความหมายนี้ก็เป็นที่เชื่อได้ว่าการรอคอย (อินติซ๊อร) วันเวลาที่โลกจะว่างเปล่าจากความอธรรม การกดขี่ ความชั่ว การทุจริต และเต็มเปี่ยมไปด้วยความยุติธรรม สันติภาพและสัจธรรมนั้น เป็นส่วนหนึ่งจากสัญชาติญาณทางธรรมชาติ (ฟิฏเราะฮ์) ของมนุษย์ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้หยั่งรากฝังลึกอยู่ในหมู่ประชาชนในทุกระดับชนชั้นของมนุษยชาติในทุกยุคสมัย ศาสนาต่างๆ และสำนักคิดทางศาสนาทั้งหลาย ล้วนแจ้งข่าวดีเกี่ยวกับอำนาจการปกครองของปวงผู้มีคุณธรรมและปวงผู้ศรัทธา (มุอ์มิน) เอาไว้ และได้ให้คำมั่นสัญญาถึงการปรากฏตัว (ซุฮูร) ของผู้จะมาช่วยปลดปล่อยมนุษยชาติให้รอดพ้นจากความทุกข์ยากทั้งมวล
ความปรารถนาและความหวังในการบรรลุสู่ความจริงของคำมั่นสัญญาระดับโลกของมนุษยชาตินี้ได้ถูกกล่าวถึงไว้ในวัฒนธรรมอิสลามและคำสอนทางด้านศาสนาของเราในนาม “อินติซ๊อรุ้ลฟะญัร” (การรอคอยการคลี่คลายความทุกข์ยาก) หรือการรอคอยการมาของผู้ช่วยให้รอดผู้มีนามว่าอิมามมะฮ์ดี (อ.ญ.) นั่นเอง โดยในสำนวนของริวายะฮ์ (คำรายงาน) กล่าวถึงการรอคอยดังกล่าวนี้ว่า “เป็นอิบาดะฮ์ (การเคารพภักดีพระเจ้า) ที่ประเสริฐที่สุด” อย่างไรก็ดี หลักการ “การรอคอยการคลี่คลายความทุกข์ยาก” (อินติซ๊อรุ้ลฟะญัร) นั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากหลักการที่สำคัญกว่าที่มีนามว่า “หลักการที่ว่าด้วย ความเป็นที่ต้องห้าม (ฮุรมะฮ์) ในความสิ้นหวังจากพระเมตตาของอัลลอฮ์” ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักการแห่งคัมภีร์อัลกุรอาน
ด้วยการอนุเคราะห์ต่างๆ จากพระผู้เป็นเจ้า บรรดาผู้ศรัทธา (มุอ์มิน) พวกเขาจะไม่ประสบกับความท้อแท้และความสิ้นหวังอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพและสถานการณ์เช่นใด และพวกเขาจะไม่สูญเสียความหวังของตนในทุกกรณี ในแนวคิดและหลักคำสอนแห่งอิสลามนั้นการบรรลุความจริงของความฝันที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์ การสถาปนาอำนาจการปกครองที่มีความยุติธรรมและเที่ยงธรรมอย่างเต็มรูปแบบนั้นจะเกิดขึ้นโดยบุคคลที่มีความบริสุทธิ์และเป็นผู้นำที่มาจากพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งตามรายงาน (ริวายะฮ์) ต่างๆ จำนวนมากมายที่เรียกว่า “ฮะดีษมุตะวาติร” (1) รายงานเหล่านี้เรียกบุคคลผู้นี้ว่า “อัลมะฮ์ดี” โองการต่างๆ ของคัมภีร์อัลกุรอานก็ได้แจ้งข่าวดีถึงอนาคตอันสดใสและรุ่งโรจน์นี้ไว้ และได้บอกข่าวล่วงหน้าแก่มวลมนุษย์ถึงการปรากฏขึ้นของรัฐบาลของคนดีมีคุณธรรมไว้ ในเนื้อหาโดยย่อนี้เราจะชี้ถึงบางส่วนของโองการเหล่านั้น พร้อมกับคำอรรถาธิบายและการตีความจากบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.)
อิมามมะฮ์ดี (อ.) ในคัมภีร์อัลกุรอาน
รัฐบาลของผู้มีคุณธรรมและอำนาจการปกครองของผู้มีคุณธรรม
รัฐบาลและระบอบการปกครองจำนวนมากมายที่ได้ทำการปกครองและครอบงำอยู่เหนือสังคมมนุษย์ในขณะนี้ คือรัฐบาลและระบอบปกครองที่ชั่วร้ายและไร้ซึ่งคุณธรรม ที่ทำให้มนุษยชาติตกอยู่ในพันธนาการแห่งอารมณ์ใคร่และการล่าผลประโยชน์ของเหล่าผู้มีอำนาจในการปกครอง รัฐบาลและระบอบเหล่านี้ไม่อาจอดทนต่อการยืนหยัดต่อต้านและการประท้วงคัดค้านต่อความละโมบ ความอธรรมและการกดขี่ของตนได้ และได้ทำการปราบปรามการยืนหยัดต้านทานเหล่านั้นจนนำไปสู่การนองเลือดอย่างที่เราจะเห็นได้ในสังคมโดยทั่วไป แต่ในทางตรงกันข้าม เปลวไฟแห่งความหวังต่ออำนาจการปกครองของปวงผู้มีคุณธรรมก็ไม่เคยมอดดับลง ในตลอดระยะเวลาประวัติศาสตร์ มีมนุษย์ผู้มีความมุ่งมั่น ผู้เป็นเสรีชนได้เสียสละและพลีอุทิศชีวิตของตนในหนทางที่จะทำให้บรรลุอุดมคติและความใฝ่ฝันดังกล่าว
คัมภีร์อัลกุรอานได้แจ้งข่าวดีเกี่ยวกับอำนาจการปกครองของปวงบ่าวผู้มีคุณธรรม และได้สัญญาถึงการบรรลุความจริงของมัน โดยกล่าวว่า :
وَلَقَدْ کَتَبْنَا فِی الزَّبُورِ مِن بَعْدِ الذِّکْرِ أَنَّ الْأَرْضَ یَرِثُهَا عِبَادِیَ الصَّالِحُونَ
“และเราได้บันทึกไว้ในคัมภีร์ซะบูร หลังจากคัมภีร์เตาร๊อต แท้จริงแผ่นดินนี้ ปวงบ่าวผู้มีคุณธรรมของข้า จะทำการสืบทอดมัน” (2)
ในหนังสือตัฟซีรมัจญ์มะอุลบะยาน ในการอรรถาธิบายโองการนี้ได้อ้างริวายะฮ์ (คำรายงาน) บทหนึ่งจากท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร (อ.) ไว้ ซึ่งท่านกล่าวว่า
هُم اصحاب المهدی فی آخر الزمان
“(จุดประสงค์จากปวงผู้มีคุณธรรมนั้น) พวกเขาคือสาวกของมะฮ์ดีในยุคสุดท้าย”
ในทำนองเดียวกันนี้ ในหนังสือตัฟซีรกุมมี ก็ได้บันทึกคำอธิบายจากท่านอิมามซอดิก (อ.) ไว้ใต้โองการนี้เช่นกันว่า :
ان الارض یرثها عبادی الصالحون، قال : القائم و اصحابه
“แท้จริงแผ่นดินนี้ ปวงบ่าวผู้มีคุณธรรมของเราจะทำการสืบทอดมัน” ท่านกล่าวว่า “(จุดประสงค์ของมัน) คือกออิมและบรรดาสาวกของเขา”
ประเด็นที่น่าสนใจในโองการนี้ก็คือ การชี้ถึงการแจ้งข่าวดีเกี่ยวกับอำนาจการปกครองของปวงผู้มีคุณธรรมในคัมภีร์ซะบูร ของท่านศาสดาดาวูดหรือดาวิด (อ.)
การแจ้งข่าวดีในสดุดีของดาวิด (อ.)
วันนี้ในสิ่งที่เรียกว่า “มะซามีร ดาวูด (อ.)“ หรือบทสดุดีของดาวิด ที่ยังคงปรากฏอยู่ในพันธสัญญาเดิมนั้น เราจะพบเห็นประโยคต่างๆ ซึ่งก็เป็นสำนวนเดียวกันกับที่ปรากฏอยู่ในโองการของคัมภีร์อัลกุรอาน แม้จะมีการบิดเบือนมากมายเกิดขึ้นกับคัมภีร์ต่างๆ ของพระผู้เป็นเจ้าในยุคอดีต แต่ประโยคเหล่านี้ก็ยังคงถูกพิทักษ์รักษาไว้จากการบิดเบือน เพื่อเป็นการรับรู้และเข้าใจในประเด็นนี้มากยิ่งขึ้น จะขอชี้ให้เห็นตัวอย่างบางส่วนจากการแจ้งข่าวดีเหล่านี้ ที่มีปรากฏอยู่ในพันธสัญญาเดิมในมะรอมีซ (บทสดุดี) ของดาวิด ภายใต้หัวข้อ “ชะตากรรมของเหล่าคนชั่วร้าย”
ในมัรมูซ (สดุดี) 37 ในประโยคที่ 9 ถึง 11 เราจะอ่านพบว่า “…คนชั่วร้ายจะถูกกำจัด แต่บรรดาผู้ที่หวังในองค์พระผู้เป็นเจ้า จะได้แผ่นดินนั้นเป็นมรดก เพียงชั่วประเดี๋ยว คนชั่วก็จะสูญสิ้นไป แม้ท่านจะมองหาเขาแต่จะไม่พบ ส่วนคนที่ถ่อมตนสุภาพ จะได้รับแผ่นดินนั้นเป็นมรดก และชื่นชมกับสันติสุขอันยิ่งใหญ่”
ในมัรมูซ (สดุดี) ที่ 37 นี้เอง ในประโยคต่างๆ ถัดไปจากก่อนหน้านี้ คือในประโยคที่ 12 ถึง 18 กล่าวว่า “คนชั่ววางแผนปองร้ายผู้ชอบธรรม และขบเขี้ยวเคี้ยวฟันใส่พวกเขา แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงหัวเราะเยาะคนชั่ว เพราะพระองค์ทรงทราบว่าวันเวลาของเขาใกล้จะมาถึงแล้ว คนชั่วชักดาบและโก่งคันธนู เพื่อโค่นล้มคนยากไร้และขัดสน เพื่อเข่นฆ่าคนที่ดำเนินในทางเที่ยงธรรม แต่ดาบของเขาเองจะเสียบทะลุหัวใจของเขาเอง และธนูของเขาจะถูกหักทำลาย สิ่งเล็กน้อยที่คนชอบธรรมมีอยู่ ก็ดีกว่าความมั่งคั่งของคนชั่วร้าย เพราะอำนาจของคนชั่วจะถูกขจัดไป แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเชิดชูผู้ชอบธรรม องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทราบวันเวลาของคนไร้ตำหนิ มรดกของพวกเขาจะยั่งยืนนิรันดร์”
ในเนื้อหาในช่วงท้ายของบทสดุดี (มัรมูซ) นี้ได้มีคำแนะนำสั่งเสียสำหรับบรรดาผู้รอคอยที่มีความคล้ายคลึงกันกับหน้าที่ต่างๆ ที่ถูกระบุไว้สำหรับบรรดาผู้รอคอยในแหล่งอ้างอิงของอิสลาม โดยกล่าวว่า “จงละทิ้งความชั่วและทำความดี แล้วท่านจะอาศัยอยู่ในแผ่นดินนั้นสืบไปเป็นนิตย์ เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรักคนเที่ยงธรรม และจะไม่ทอดทิ้งคนซื่อสัตย์ของพระองค์ พระองค์จะทรงปกป้องเขาตลอดไป แต่พงศ์พันธุ์ของคนชั่วจะถูกตัดออก คนชอบธรรมจะได้แผ่นดินนั้นเป็นมรดก และจะอาศัยอยู่ที่นั่นตลอดไป ปากของผู้ชอบธรรมเปี่ยมด้วยสติปัญญา และลิ้นของเขาพูดสิ่งที่ยุติธรรม บทบัญญัติของพระเจ้าอยู่ในใจของเขา ย่างเท้าของเขาจะไม่พลาดพลั้ง” (3)
รัฐบาลโลก
การจัดตั้งรัฐบาลหนึ่งเดียวของโลก คือหนึ่งในความใฝ่ฝันของมนุษยชาติ รัฐบาลที่พรมแดนต่างๆ ทางด้านชาติพันธุ์และการเมืองจะถูกทำลายไป ทุกคนจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมเคียงกันโดยปราศจากความขัดแย้ง การทำสงครามกัน และห่างไกลจากทุกรูปแบบของการล่าผลประโยชน์ ย่างก้าวไปในเส้นทางของความเจริญรุ่งเรืองและพัฒนาการสู่ความสมบูรณ์ของความเป็นมนุษย์ แน่นอนยิ่งว่ารัฐบาลเช่นนี้จะไม่อาจเกิดขึ้นได้นอกจากภายใต้อำนาจการปกครองของปวงผู้มีคุณธรรมและคนดี ดังนั้นความหวังและความใฝ่ฝันดังกล่าวจะบรรลุความเป็นจริงในยุคการปกครองของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.ญ.) ผู้ที่ถูกสัญญาไว้ ดังเช่นในโองการที่ 105 ของซูเราะฮ์อัลอันบิยาอ์ได้ชี้ไว้ ในท้ายที่สุดการสืบทอดมรดกแผ่นดินจะเป็นของปวงบ่าวผู้มีคุณธรรมของพระผู้เป็นเจ้า ในริวายะฮ์ (คำรายงาน) บทหนึ่งจากท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ซึ่งท่านกล่าวว่า :
زُوِىتْ لِيَ الأَرْضُ فَرَأَيْتُ مَشَارِقَهَا وَمَغَارِبَهَا ، وَ سَيَبْلُغُ مُلْكُ أُمَّتِي مَا زُوِيَ لِي مِنْهَ
ا
“โลกนี้ได้ถูกรวมแก่ฉัน โดยที่ฉันได้เห็นตะวันออกและตะวันตกของมัน และในไม่ช้าอำนาจการปกครองของประชาชาติของฉันจะมาถึงตามที่ได้ถูกรวมให้ฉันเห็น” (4)
ดังที่เราทราบดีว่าในยุคสมัยของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) และบรรดาอิมาม (อ.) ผู้บริสุทธิ์ รัฐบาลโลกของอิสลามยังไม่เกิดขึ้นจริงเนื่องจากเหตุผลต่างๆ ของสภาพเงื่อนไขทางการเมืองและสังคม แม้อิสลามจะเป็นศาสนาระดับโลกแล้วก็ตาม และเรากำลังรอคอยสัญญาการเกิดขึ้นจริงของมันในยุคการปกครองของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.ญ.) ตามความเชื่อและคำสอนต่างๆ ของชีอะฮ์ โดยพื้นฐานแล้วในความเชื่อของชีอะฮ์นั้น ความความสามัคคีและความเป็นปึกแผ่นของโลกจะเกิดขึ้นด้วยการทำความสะอาดโลกนี้ให้หมดไปจากการตั้งภาคีต่อพระเจ้า (ชิรก์) การปฏิเสธศรัทธา (กุฟร์) ความเบี่ยงเบนและการกลับกลอก และการหันกลับมาสู่ศาสนาของพระผู้เป็นเจ้าของประชาชน ในสำนวนของคัมภีร์อัลกุรอาน ความเชื่อดังกล่าวนี้ก็คือ การสืบทอดอำนาจการปกครองของปวงผู้ศรัทธาและผู้มีคุณธรรมในหน้าแผ่นดินนั่นเอง ในคัมภีร์อัลกุรอานได้อธิบายถึงเหตุผลในการสร้างมนุษย์ ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสูงส่งได้ทรงตรัสไว้เช่นนี้ว่า :
إِنِّي جَاعِلٌ فِي الأَرْضِ خَلِيفَةً
“แท้จริงข้าจะสร้างผู้สืบทอดการปกครองขึ้นในพิภพ” (5)
ดังเช่นที่พระองค์ได้ทรงกล่าวถึงอำนาจการปกครองของศาสดาดาวุด (อ.) ว่าเป็น “คิลาฟะฮ์” (การสืบทอดการปกครอง) โดยที่พระองค์ทรงตรัสว่า :
إِنَّا جَعَلْنَاكَ خَلِيفَةً فِي الْأَرْضِ فَاحْكُم بَيْنَ النَّاسِ بِالْحَقِّ
“แท้จริงเราได้แต่งตั้งเจ้าให้เป็นผู้สืบทอดการปกครองในพิภพ ดังนั้นจงปกครองในระหว่างมนุษย์ด้วยสัจธรรม” (6)
นอกจากนี้คัมภีร์อัลกุรอานยังได้กล่าวถึงบั้นปลายสุดท้ายของชะตากรรมของโลกว่า จะเกิดการปกครองและการสืบทอดอำนาจขึ้นโดยปวงบ่าวผู้มีคุณธรรม โดยกล่าวว่า :
وَعَدَ اللَّهُ الَّذینَ آمَنُوا مِنْکُمْ وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ لَیَسْتَخْلِفَنَّهُمْ فِی الْأَرْضِ کَمَا اسْتَخْلَفَ الَّذینَ مِنْ قَبْلِهِمْ وَ لَیُمَکِّنَنَّ لَهُمْ دینَهُمُ الَّذِی ارْتَضى لَهُمْ وَ لَیُبَدِّلَنَّهُمْ مِنْ بَعْدِ خَوْفِهِمْ أَمْناً
“อัลลอฮ์ทรงสัญญาต่อบรรดาผู้ศรัทธาในหมู่พวกเจ้า และบรรดาผู้กระทำความดีทั้งหลายว่า แน่นอนพระองค์จะทรงให้พวกเขาเป็นผู้สืบทอด (อำนาจการปกครอง) ในแผ่นดิน เสมือนดังที่พระองค์ทรงให้บรรดาชนก่อนพวกเขาเป็นผู้สืบทอดมาก่อนแล้ว และพระองค์จะทรงทำให้ศาสนาของพวกเขาซึ่งพระองค์ทรงพึงพอพระทัย เป็นที่มั่นคงแก่พวกเขา และแน่นอนพระองค์จะทรงเปลี่ยนให้พวกเขาได้รับความปลอดภัย หลังจากความกลัวของพวกเขา…” (7)
ในหนังสือตัฟซีร “อัลอัยยาชี” และตัฟซีร “รูฮุลมะอานี” ได้มีรายงานว่า ท่านอิมามซัยนุ้ลอาบิดีน (อ.) หลังจากอ่านโองการข้างต้น ท่านกล่าวว่า :
هم والله شيعتنا أهل البيت، يفعل الله ذلك بهم على يدي رجل منّا، وهو مهدي هذه الاُمّة وهو الّذي قال رسول الله صلى الله عليه وآله: «لو لم يبق من الدنيا إلاّ يومٌ واحد لطوّل الله ذلك اليوم حتّى يلي رجل من عترتي، اسمه اسمي، يملأ الأرض عدلاً وقسطاً كما ملئت ظلماً وجوراً
“ขอสาบานต่ออัลลอฮ์! พวกเขาคือชีอะฮ์ของเรา อะฮ์ลุลบัยต์ อัลลอฮ์จะทรงทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นกับพวกเขาด้วยมือของบุรุษผู้หนึ่งจากเรา และเขาคือมะฮ์ดีของประชาชาตินี้ และเขาคือผู้ซึ่งท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ได้กล่าว (เกี่ยวกับเขา) ว่า : มาตรว่าไม่มีเวลาเหลืออยู่อีกแล้วจากโลกนี้นอกจากวันเดียว แน่นอนยิ่งอัลลอฮ์จะทรงทำให้วันนั้นยาวนาน จนกว่าบุรุษผู้หนึ่งจากเชื้อสายของฉันจะมาปกครอง ชื่อของเขาคือชื่อเดียวกับฉัน เขาจะทำให้แผ่นดินเต็มเปี่ยมไปด้วยความยุติธรรมและความเที่ยงธรรม เช่นเดียวกับที่มันได้ถูกทำให้เต็มไปด้วยความอธรรมและการกดขี่” (8)
ท่านอัลลามะฮ์ฏ็อบริซี เจ้าของตัฟซีร “มัจญ์มะอุ้ลบะยาน” ก็ได้เขียนไว้ในการอรรถาธิบายโองการนี้เช่นกันว่า วัตถุประสงค์ของประโยคที่ว่า “บรรดาผู้ศรัทธาและประกอบความดีงาม” นั้นก็คือท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) และอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) ของท่าน และโองการได้ครอบคลุมถึงการแจ้งข่าวดีเกี่ยวกับการสืบทอดอำนาจการปกครองของพวกท่าน การพำนักอย่างมั่นคงของพวกท่านในแผ่นดิน และการขจัดความหวาดกลัวต่างๆ ออกไปจากพวกท่าน และนั่นก็คือในช่วงเวลาที่ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.ญ.) ได้ยืนหยัดขึ้น (9)
หลังจากนั้นท่านมัรฮูมอัลลามะฮ์ฏ็อบริซี ได้เขียนเกี่ยวกับคำว่า “การทำให้มั่นคง” (ตัมกีน) ไว้เช่นนี้ว่า :
فإنّ التمکین فی الاَرض على الاطلاق لم یتّفق فیما مضى فهو منتظر ، لاَنّ الله عزَّ اسمه لا یخلف وعده
“แท้จริงการทำให้พำนักอยู่อย่างมั่นคงในแผ่นดินตามคำกล่าวของโองการอัลกุรอานนั้นยังไม่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยที่สิ่งนั้นกำลังถูกรอคอย เนื่องจากอัลลอฮ์ผู้ทรงสูงส่งจะไม่ทรงบิดพลิ้วต่อสัญญาของพระองค์” (10)
การปรากฏขึ้นของสัจธรรมและการสิ้นสลายของความเท็จ
รัฐบาลของปวงผู้มีคุณธรรมที่ครอบคลุมทั่วโลก ด้วยกับการยืนหยัดขึ้นของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.ญ.) จะนำไปสู่การปรากฏอย่างสมบูรณ์ของสัจธรรมและการถูกทำลายอย่างหมดสิ้นของความเท็จ ทั้งนี้เนื่องจากตัวท่านเองคือสัจธรรม และด้วยกับการปรากฏตัว (ซุฮูร) ของท่าน ความเท็จจะอันตรธานและมลายสิ้นลง ทำนองเดียวกับที่แสงสว่างของดวงอาทิตย์และการจรัสแสงของมัน จะทำลายความมืดมนของยามกลางคืนให้หมดไป ดังที่คัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าวว่า :
جَاء الْحَقُّ وَزَهَقَ الْبَاطِلُ إِنَّ الْبَاطِلَ کَانَ زَهُوقًا
“เมื่อสัจธรรมมา ความเท็จย่อมมลาย แท้จริงความเท็จย่อมมลายสิ้น”
หนึ่งในโองการอัลกุรอานที่ถูกตีความ (ตะอ์วีล) ว่าหมายถึงการยืนหยัดต่อสู้ของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.) นั้น ก็คือโองการนี้ในหนังสือตัฟซีร นูรุษษะกอลัยน์ ในการอรรถาธิบายโองการนี้ได้อ้างคำพูดของท่านอิมามมุฮัมมั ดบากิร (อ.) ซึ่งกล่าวว่า :
اذَا قَامَ الْقَائِمُ ذَهَبَتْ دَوْلَةُ الْبَاطِل
“เมื่อกออิม (มะฮ์ดี) ยืนหยัดขึ้น รัฐบาลเท็จจะถูกทำลายไป” (11)
เช่นเดียวกับที่ในริวายะฮ์ (คำรายงาน) อีกบทหนึ่งได้กล่าวว่า ในขณะที่ท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.ญ.) ได้ถือกำเนิดขึ้นนั้น บนแขนท่อนบนของท่านจะถูกเขียนว่า :
جَاء الْحَقُّ وَزَهَقَ الْبَاطِلُ إِنَّ الْبَاطِلَ کَانَ زَهُوقًا
“เมื่อสัจธรรมมา ความเท็จย่อมมลาย แท้จริงความเท็จย่อมมลายสิ้น” (12)
แน่นอนเป็นที่ชัดเจนว่า หนึ่งในพยานหลักฐานและตัวอย่างของโองการนี้ก็คือ การยืนหยัดขึ้นของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.ญ.) ซึ่งผลของการยืนหยัดนี้จะเป็นการล่มสลายของความเท็จและการจัดตั้งอย่างมั่นคงของสัจธรรม ดังเช่นในริวายะฮ์ (คำรายงาน) ต่างๆ ที่ได้กล่าวว่า เมื่อท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ได้พิชิตนครมักกะฮ์และได้เข้าสู่มัสยิดิลฮะรอมนั้น มีรูปเจว็ดจำนวน 360 รูป ตั้งอยู่รอบๆ ในอาคารกะอ์บะฮ์ ในขณะที่ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้ใช้ไม้เท้าที่อยู่ในมือของท่านดึงรูปเจว็ดเหล่านั้นให้คว่ำคะมำลงกับพื้นดินนั้นท่านได้กล่าวว่า :
جَاء الْحَقُّ وَزَهَقَ الْبَاطِلُ إِنَّ الْبَاطِلَ کَانَ زَهُوقًا
“เมื่อสัจธรรมมา ความเท็จย่อมมลาย แท้จริงความเท็จย่อมมลายสิ้น”
และท่านยังได้ยกอีกโองการหนึ่งจากคัมภีร์อัลกุรอาน โดยกล่าวว่า :
قُلْ جَاءَ الْحَقُّ وَمَا یُبْدِئُ الْبَاطِلُ وَمَا یُعِید
“จงกล่าวเถิด เมื่อสัจธรรมได้ปรากฏขึ้น ความเท็จก็จะไม่เริ่มต้นขึ้นและจะไม่กลับมาอีก” (13)
สิ่งที่ควรตอกย้ำในที่นี้ก็คือว่า กฎเกณฑ์สากลของโลกแห่งการสร้างสรรค์ที่ไม่อาจถูกละเมิดได้นี้ จะมีตัวอย่างปรากฏให้เห็นในทุกสมัยและทุกช่วงเวลา ขบวนการยืนหยัดต่อสู้ระดับโลกของอิสลาม การประกาศศาสนาของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) และชัยชนะของท่านต่อบรรดาผู้ตั้งภาคี (มุชริกีน) และพวกที่เคารพบูชารูปเจว็ด และทำนองเดียวกันนี้ การยืนหยัดขึ้นของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.ญ.) ในการเผชิญหน้ากับบรรดาทรราชและผู้กดขี่ของโลกนั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งจากตัวอย่างที่ชัดเจนของกฎเกณฑ์สากลนี้ และแน่นอนยิ่งว่าแบบแผน (ซุนนะฮ์) แห่งพระเจ้านี้เองที่สร้างความหวังและการยืนหยัดให้แก่ผู้ที่ดำเนินอยู่ในแนวทางของสัจธรรม ในการเผชิญหน้ากับปัญหาอุปสรรคและความทุกข์ยากต่างๆ และได้สร้างพละกำลังและความกระตือรือร้นให้แก่ผู้ที่พยายามจะทำให้บรรลุสันติภาพและความยุติธรรม
อำนาจการปกครองของศาสนาจะครอบคลุมทุกด้านของการดำรงชีวิตของมนุษย์
อิสลามเป็นศาสนาสากล หลักคำสอนและคำสั่งต่างๆ ก็เป็นสากล หากคำสอนเหล่านี้ถูกนำเสนอแก่ชาวโลก และประชาชนยึดมั่นปฏิบัติตามมันอย่างเคร่งครัดแล้ว ก็จะเป็นหลักประกันความผาสุกและความไพบูลย์แก่สังคมของมนุษย์ โดยพื้นฐานแล้วพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสูงส่งได้ทรงแต่งตั้งปวงศาสดาของพระองค์มาเพื่อการชี้นำมวลมนุษย์ ทำให้เส้นทางของความเจริญก้าวหน้าและความสมบูรณ์และการจัดระบบระเบียบต่อกิจการต่างๆ ทั้งในโลกนี้และปรโลกเป็นที่ง่ายดายสำหรับพวกเขา อิสลามในฐานะเป็นตราประทับของศาสนาและสาส์นสุดท้ายจากพระผู้เป็นเจ้า ทำหน้าที่รับผิดชอบในการชี้นำมนุษยชาติในยุคที่ความคิดของพวกเขาพัฒนามาถึงขั้นสูงสุด ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ความสมบูรณ์ในทุกมิติของศาสนาจะต้องถูกนำเสนอ และการนำเสนอในทุกมิติของศาสนานี่เองที่จะเป็นสื่อทำให้ตรรกะของศาสนาเข้าสู่ทุกกิจการแห่งการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ซึ่งศาสนาอิสลามนั้นมีศักยภาพและความสามารถดังกล่าวนี้
คัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าวเกี่ยวกับภารกิจของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ไว้ในบทอัตเตาบะฮ์ว่า :
هُوَ الَّذِی أَرْسَلَ رَسُولَهُ بِالْهُدَى وَدِینِ الْحَقِّ لِیُظْهِرَهُ عَلَى الدِّینِ کُلِّهِ وَلَوْ کَرِهَ الْمُشْرِکُونَ
”พระองค์คือผู้ส่งศาสนทูตของพระองค์มาพร้อมด้วยทางนำ และศาสนาแห่งสัจธรรม เพื่อที่จะทรงให้ศาสนาแห่งสัจจะนั้นพิชิตเหนือศาสนาทั้งมวล แม้ว่าบรรดาผู้ตั้งภาคีจะชิงชังก็ตาม” (14)
สิ่งที่ชัดเจนก็คือว่า จนถึงขณะนี้ด้วยเหตุผลหลายๆ ประการที่สภาพเงื่อนไขเหล่านี้ยังไม่มีความสมบูรณ์พร้อมสำหรับศาสนาแห่งพระผู้เป็นเจ้าที่จะครอบคลุมทั่วทั้งโลก แนวคิดต่างๆ ที่เป็นการตั้งภาคีและการปฏิเสธก็ยังไม่ถูกกำจัดไปได้อย่างหมดสิ้นและยังปราศจากที่ยืนในสังคม แน่นอนยิ่งว่าการปรากฏขึ้นของสัจธรรมและการสิ้นสลายของความเท็จนั้นจะเปิดเวทีของการพัฒนาและการขยายความคิดแห่งการยอมรับในเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า และขยายวงสำหรับแนวทางการปฏิบัติของบรรดาผู้ศรัทธา
ในหนังสือตัฟซีรมัจญ์มะอุลบะยาน มีริวายะฮ์ (คำรายงาน) บทหนึ่งจากท่านอิมามมุฮัมมัด บากิร (อ.) ได้ถูกอ้างอิงไว้ในการอรรถาธิบายโองการนี้ โดยที่ท่านกล่าวว่า :
اَنَّ ذلکَ یَکُونَ عِندَ خُروج المَهدی فَلَا یَبقَی أحَدٌ إلَّا أقَرَّ بِمُحمَّد
“สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นในช่วงการปรากฏตัวของมะฮ์ดี และจะไม่มีผู้ใดหลงเหลืออยู่ นอกจากเขาจะยอมรับ (ศาสดา) มุฮัมมัด (ซ็อลฯ)” (15)
สิ่งที่ได้นำเสนอไปโดยสังเขปนั้น คือตัวอย่างส่วนหนึ่งจากโองการต่างๆ ของคัมภีร์อัลกุรอานที่จะตอบสนองความใฝ่ฝันอันเป็นอุดมคติของมนุษยชาติได้ นั่นก็คือ การเกิดขึ้นของความยุติธรรมและสันติภาพในร่างของรัฐบาลโลก บนพื้นฐานของหลักคำสอนแห่งวิวรณ์ (วะฮ์ยู) ที่จะสนองต่อความต้องการในทุกแง่มุมของชีวิต
แหล่งอ้างอิง :
(1) ฮะดีษมุตะวาติร คือฮะดีษที่มีผู้รายงานเป็นจำนวนมาก รายงานสืบทอดกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่สติปัญญามิอาจยอมรับได้ว่าผู้รายงานเหล่านั้นสมคบกันรายงานเท็จ
(2) อัลกุรอานบท อัลอันบิยาอ์ โองการที่ 105
(3) สดุดีของดาวิด (อ.) สดุดีบทที่ 37 ประโยคที่ 27 ถึง 31 (อ้างความหมายจาก www.biblegateway.com)
(4) ตัฟซีร มัจญ์มะอุลบะยาน, เล่มที่ 7, หน้าที่ 106, อธิบายอายะฮ์ที่ 105 ของอัลกุรอานบท อัลอันบิยาอ์
(5) อัลกุรอานบท อัลบะกอเราะฮ์ โองการที่ 30
(6) อัลกุรอานบท ศ๊อด โองการที่ 26
(7) อัลกุรอานบท อันนูร โองการที่ 55
(8) อ้างจากหนังสือตัฟซีร นะมูเนะฮ์, เล่มที่ 14 หน้าที่ 531
(9) ตัฟซีร มัจญ์มะอุลบะยาน, เล่มที่ 7, หน้าที่ 240
(10) หนังสืออ้างอิงเล่มเดิม
(11) อัลกุรอานบท อัลอิสรออ์ โองการที่ 81
(12) ตัฟซีร นูรุษษะกอลัยน์, เล่มที่ 3, หน้าที่ 212 และ 213
(13) อัลกุรอานบท ซะบะอ์ โองการที่ 49
(14) อัลกุรอานบท อัตเตาบะฮ์ โองการที่ 33
(15) ตัฟซีร นูรุษษะกอลัยน์, เล่มที่ 3, หน้าที่ 213
แปล/เรียบเรียงโดย : เชคมุฮัมมัดนาอีม ประดับญาติ
แสดงความเห็น