สาส์นจากผู้นำการปฏิวัติถึงซัยยิดฮะซัน นัศรุลลอฮ์

 

        

สำนักข่าวทีวีชีอะฮ์ ฝ่ายข่าวต่างประเทศรายงาน ตามการรายงานของหนังสือพิมพ์ อัซซะฟีร(السفیر)

  ดร. ฮะซัน ฟัฎลุลลอฮ์ หนึ่งในสมาชิกรัฐสภาของเลบานอน ได้เขียนในหนังสือของเขาชื่อ "ฮิซบุลลอฮ์กับประเทศเลบานอน" โดยได้อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างฮิซบุลลอฮ์กับรัฐบาลเลบานอนและการปกครองในเลบานอน ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของก่อตั้งกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ นับจากทศวรรษ 80 เป็นต้นมา

 

          หนังสือพิมพ์ "อัซซะฟีร" ได้นำเอาเนื้อหาส่วนต่างๆ ของหนังสือเล่มนี้มาตีพิมพ์ ในหมวดที่ 3 ของหนังสือดังกล่าวพูดถึงสงคราม 33 วัน ที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนของปี ค.ศ. 2006 และในฉบับดังกล่าวได้ชี้ถึงสาส์นของท่านผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติอิสลามที่ส่งถึงซัยยิดฮะซัน นัศรุลลอฮ์ เลขาธิการฮิซบุลลอฮ์แห่งเลบานอน

 

          อัซซะฟีรได้เขียนว่า สาส์นของผู้นำสูงสุดของอิหร่านนั้น นายพลกอซิม สุไลมานี ผู้บัญชาการกองทัพกุดส์ (The Quds Force) ได้นำส่งเลขาธิการฮิซบุลลอฮ์ด้วยวาจาในวันที่สิบของสงคราม 33 วัน

 

          ในสาส์นดังกล่าวภายหลังจากการให้สลามและการทักทายเป็นรายบุคคลต่อบรรดานักต่อสู้แล้ว ท่านผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติอิสลามได้อธิบายว่าสงครามครั้งนี้จะเป็นสงครามที่หนักหน่วง และเรียกร้องให้บรรดานักต่อสู้ของกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ยืนหยัดต่อสู้ด้วยความมั่นคง พร้อมกับให้มอบหมาย (ตะวักกุ้ล) ต่อพระผู้เป็นเจ้า

 

          ในสาส์นนี้ ท่านผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติได้ให้สัญญาชัยชนะต่อบรรดานักต่อสู้ของกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ และได้กล่าวกับพวกเขาว่า "พวกท่านจงมอบหมาย (ตะวักกุ้ล) ต่อพระผู้เป็นเจ้า ด้วยพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า พระองค์จะทรงทำให้พวกท่านได้ลิ้มรสแห่งชัยชนะและความพึงพอพระทัยของพระองค์ในโลกนี้ ข้าพเจ้าจะขอพร (ดุอาอ์) ตลอดเวลาให้พวกท่านได้รับชัยชนะ"

 

           ในส่วนถัดไปของสาส์นได้กล่าวว่า “สงครามครั้งนี้จะหนักหน่วง แต่ขอให้พวกท่านจงมอบหมายและไว้วางใจต่อพระผู้เป็นเจ้าเถิด พวกท่านจะต้องยืนหยัดและอดทน เรามีความมั่นใจอย่างสมบูรณ์ว่ากลุ่มมุกอวะมะฮ์ (ฮิซบุลลอฮ์) จะต้องได้รับชัยชนะ และยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มมุกอวะมะฮ์จะต้องได้รับชัยชนะและกลายเป็นพลังอำนาจในภูมิภาคนี้ ตามข้อมูลข่าวกรองที่ได้รับมานั้นแสดงให้เห็นว่าศัตรูกำลังเตรียมที่จะเริ่มต้นสงครามในช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง อิสราเอลพร้อมด้วยอเมริกาต้องการที่จะเริ่มต้นสงครามครั้งนี้โดยปราศจากเหตุผลและข้ออ้างใดๆ ทั้งสิ้น โดยอาศัยองค์ประกอบที่สร้างความตกตะลึง อิสราเอลได้เตรียมแผนการที่จะโจมตีกลุ่มมุกอวะมะฮ์ (กองกำลังต้านทาน) และพวกเขาได้เตรียมตัวพร้อมแล้ว และต้องการที่จะทำให้พวกท่านต้องตกอยู่ในภาวะที่ตะลึงงัน กองทัพอากาศของฮิสราเอลมีเจตนาที่จะโจมตีเป้าหมายต่างๆ ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง แล้วหลังจากนั้นศัตรูจะเริ่มปฏิบัติการทางทหารและจะยึดครองดินแดนส่วนหนึ่งทางตอนใต้ (ของเลบานอน) และจะโจมตีพวกท่านในเมืองต่างๆ แล้วต่อจากนั้นพวกเขาจะทำลายฮิซบุลลอฮ์อย่างสิ้นซาก”

 

          ท่านผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติอิสลามได้กล่าวต่อไปอีกว่า “สงครามครั้งนี้จะไม่จำกัดอยู่แค่เพียงชายแดนของเลบานอนเท่านั้น แต่เป้าหมายของมันคือเปลี่ยน (แผนที่) ของภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการควบคุมตัวทหารอิสราเอลสองคนไว้เป็นเชลยนั้น ฮิซบุลลอฮ์จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม มันได้ทำให้แผนของอิสราเอลไร้ผล และมันได้ดับแผนที่ถูกเตรียมไว้ตั้งแต่ต้นว่าสงครามจะเริ่มต้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วง (ในความเป็นจริงแล้ว) พวกท่านได้บีบบังคับให้พวกเขา (อิสราเอลและอเมริกา) ได้เริ่มต้นสงครามก่อนเวลาที่พวกเขากำหนดไว้... สิ่งนี้เป็นพระมหากรุณาธิคุณหนึ่งจากพระผู้เป็นเจ้า... สงครามไม่ได้เกิดจากสาเหตุการถูกจับเป็นเชลยของทหารสองคน (ของอิสราเอล) แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนที่ถูกจัดเตรียมล่วงหน้าไว้แล้ว เมื่อพวกท่านจับกุมตัวทหารสองคนนั้น ทำให้อเมริกาและอิสราเอลต้องเริ่มต้นสงครามก่อนที่จะเตรียมตัวพร้อมอย่างสมบูรณ์ ซึ่งพวกเขารู้ตัวแล้วว่าพวกเขาได้เผชิญกับปัญหาแล้ว และได้สูญเสียปัจจัยที่จะทำให้เกิดความตกตะลึงและตั้งตัวไม่ทัน (ในสงครามครั้งนี้) ไปแล้ว ด้วยสื่อดังกล่าวนี้เองที่พระผู้เป็นเจ้าได้ขจัดความทุกข์ยาก (บะลาอ์) และสิ่งที่เป็นภัยร้ายแรงที่จะเกิดจากสงครามครั้งนี้ไปจากพวกท่าน จากเลบานอนและจากภูมิภาคตะวันออกกลาง”

 

          ในสาส์นได้กล่าวต่อไปว่า “ในขณะที่ประเทศอาหรับจะต้องพ่ายแพ้ (ต่ออิสราเอล) ภายในเวลา 3 วัน แต่ฮิซบุลลอฮ์กลับยืนหยัดต้านทานได้จนถึงขณะนี้เป็นเวลาถึง 10 วันแล้ว นี่คือชัยชนะที่ดียิ่ง แต่จำเป็นที่พวกท่านจะต้องดำเนินภารกิจต่อไป ด้วยความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า เป้าหมายของอิสราเอลในการทำลายกลุ่มมุกอวะมะฮ์ (ฮิซบุลลอฮ์) นั้นจะไม่บรรลุผลสำเร็จ ศัตรูกำลังวิตกกังวล ปัญหาของพวกเขาก็เป็นเรื่องใหญ่ซึ่งไม่น้อยไปกว่าปัญหาของพวกท่าน ทว่าร้ายแรงยิ่งกว่าปัญหาของพวกท่านด้วยซ้ำไป พวกท่านได้กลายเป็นตำนานในโลกไปแล้ว จำเป็นที่พวกท่านจะต้องยืนหยัดและจะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า การประเมินของอเมริกาและอิสราเอลนั้นเป็นสิ่งที่ผิดพลาด”

 

          ท่านผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติอิสลามได้อธิบายว่า "สงครามของของพวกท่านคือสงครามที่จะเป็นตัวชี้วัดชะตากรรม" โดยที่ท่านได้เปรียบสงครามครั้งนี้เหมือนกับ "สงครามอะห์ซาบ" พร้อมกับกล่าวว่า “ในอดีตนั้น สงคราม (อะห์ซาบ) ก็เป็นสงครามที่เหน็ดเหนื่อยและยากลำบากเช่นกัน วิญญาณทั้งหลายได้มาจรดที่คอหอย และพวกมุนาฟิกีน (พวกกลับกลอก) ได้กล่าวว่า ไปเถิดพวกเรากลับไปสู่บ้านของพวกเรากันเถิด ไหนเล่าสัญญาแห่งชัยชนะที่มุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ได้ให้กับพวกเรา? แต่แล้วพระผู้เป็นเจ้าก็ทรงช่วยเหลือบรรดาผู้ศรัทธา หลังจากที่พวกเขาได้ยืนหยัดต่อสู้อย่างมั่นคง”

 

          ท่านผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติอิสลามได้ย้ำในตอนท้ายถึงการสนับสนุนของอิหร่านต่อฮิซบุลลอฮ์และต่อกองกำลังต้านทาน (มุกอวะมะฮ์) พร้อมกับกล่าวว่า “เราอยู่กับพวกท่านและเราจะให้การสนับสนุนพวกท่านในทุกเรื่อง พวกท่านไม่ต้องวิตกกังวลใดๆ ทั้งสิ้น สิ่งสำคัญก็คือว่าพวกท่านจะต้องยืนหยัดและมั่นคงในการเผชิญหน้ากับศัตรู และจงใส่ใจต่อประชาชนเป็นพิเศษ เพราะศัตรูต้องการที่จะแยกประชาชนออกจากพวกท่าน หากพระผู้เป็นเจ้าประทานความสำเร็จให้แก่พวกท่าน (ในครั้งนี้) เมื่อนั้นพวกท่านก็จะกลายเป็นพลังอำนาจที่ไม่มีอำนาจใดสามารถจะเผชิญหน้ากับพวกท่านได้อีกต่อไป

แสดงความเห็น