ชีวประวัติอิมามอะลี อัลฮาดีย์ ตอนที่ 4
ชีวประวัติอิมามอะลี อัลฮาดีย์ ตอนที่ 4
ความเป็นสิริมงคลของสิงโต
มีผู้หญิงคนหนึ่งอ้างว่าตนเองคือซัยนับ บุตรีของอะลี (อ.) และอ้างอีกว่า อายุของนางจะเป็นสาวขึ้นมาใหม่ในทุกๆ ห้าสิบปี คอลีฟะฮ์อัลมุตะวักกิลรู้สึกมีความฉงนสนเท่ห์ยิ่งนัก จึงส่งเจ้าหน้าที่ให้ไปตามหาผู้อาวุโสในตระกูลของอบูฎอลิบมาหารือ แต่คนเหล่านั้นได้กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “แท้จริงท่านหญิงซัยนับได้ล่วงลับและได้ถูกฝังไปตั้งแต่สมัยประวัติศาสตร์แล้ว
”
อย่างไรก็ตามผู้หญิงคนนั้น ก็ยังคงยืนกรานตามข้ออ้างของตนเองอยู่เหมือนเดิม ดังนั้นเสนาบดีคนหนึ่งของคอลีฟะฮ์ อัล มุตะวักกิล ซึ่งมีชื่อว่า “อัล ฟัตห์ บิน คอกอน” ได้กล่าวว่า “จะไม่มีใครสามารถให้ความกระจ่างในเรื่องนี้แก่ท่านได้ นอกจากบุตรชายของอิมามริฎอ (อ.) เท่านั้น
”
ดังนั้นคอลีฟะฮ์อัล มุตะวักกิล จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปเชิญอิมามอัลฮาดีย์มาพบ เมื่ออิมามมาถึงคอลีฟะอ์อัล มุตะวักกิลได้ซักถามท่านในประเด็นปัญหาข้อนี้ ท่านอิมามอัล ฮาดีย์ (อ.) จึงให้คำตอบว่า “สำหรับเรื่องราวของบรรดาลูกของท่านอะลี (อ.) นั้นมีสัญญาณที่สำคัญอยู่ประการหนึ่งคือ สิงโตจะไม่ทำร้ายพวกเขาอย่างเด็ดขาด ดังนั้น ให้นำตัวนางไปเผชิญหน้ากับสิงโตเพื่อพิสูจน์ ถ้าหากสิงโตไม่ทำร้ายนางแล้วแสดงว่าเรื่องที่นางพูดนั้นต้องเป็นความจริง”
แต่คอลีฟะฮ์ อัล มุตะวักกิล มีความประสงค์จะทดสอบเรื่องนี้กับอิมาม อัล ฮาดีย์ก่อน ซึ่งท่านก็ได้เดินทางไปหาสิงโตด้วยความมั่นใจอย่างเต็มที่ ทันใดนั้นเองสิงโตได้ซบลงแทบเท้าทั้งสองของอิมาม
ต่อจากนั้น คอลีฟะฮ์ อัล มุตะวักกิล ก็ได้สั่งให้นำผู้หญิงคนนั้นมาเผชิญหน้ากับสิงโตดูบ้าง แต่แล้วผู้หญิงคนนั้นกลับหวีดร้องสุดเสียงด้วยความหวาดกลัว และยอมสารภาพผิดในกรณีที่นางได้แอบอ้างเอง
ที่ประชุมของคอลีฟะฮ์อัล มุตะวักกิล
ครั้งหนึ่ง ขณะที่คอลีฟะฮ์อัล มุตะวักกิล กำลังมึนเมาสุราอยู่ เขาได้สั่งให้ไปเชิญตัวอิมามอัล ฮาดีย์มาพบอย่างกระทันหัน บรรดาสมุนรับใช้ได้รีบรุดออกไปทันที และพวกเขาได้บุกรุกขึ้นไปบนบ้านของท่านอิมามอัลฮาดีย์ด้วยท่าทางที่แข็งกร้าว จากนั้นก็ได้นำตัวอิมามอัล ฮาดีย์ไปหาคอลีฟะฮ์อัล มุตะวักกิลยังราชวัง
ขณะนั้น คอลีฟะฮ์อัล มุตะวักกิลกำลังเสพสุราอยู่ ท่านอิมามอัลฮาดีย์ เข้าไปยืนอยู่ใกล้ๆ ครั้นแล้วคอลีฟะฮ์อัล มุตะวักกิลก็ได้รินสุราส่งไปให้ท่านอิมามแก้วหนึ่ง ท่านอิมามตอบปฏิเสธว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ทั้งเนื้อและเลือดของฉันจะไม่สัมผัสกับสุราเป็นอันขาด
”
คอลีฟะฮ์อัล มุตะวักกิล จึงกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น ท่านก็จงร่ายบทกวีให้ฉันฟังสักบทหนึ่ง”
ท่านอิมามได้กล่าวออกตัวว่า “ฉันเป็นคนที่มีความรู้เกี่ยวกับบทกวีเพียงเล็กน้อย”
คอลีฟะฮ์อัล มุตะวักกิล ยังคงยืนกรานในท่าทีของตนอยู่เหมือนเดิม ดังนั้น อิมามอัล ฮาดีย์ จึงได้กล่าวบทกวีออกมาบทหนึ่ง ซึ่งท่านยังไม่เคยแสดงให้ปรากฏที่ไหนมาก่อนเลย ดังนี้
“พวกเขาได้สร้างที่พักอาศัยที่มั่นคงอันสูงตระหง่าน
ไว้ปกป้องคุ้มภัยพาล อีกทั้งยังมีเหล่าทหารอารักขาให้ปลอดภัย
แต่กระนั้น มันมิได้ให้ประโยชน์
เพื่อจะได้รอดพ้นจากความตาย ที่กำลังเวียนว่ายใกล้ตัวเขา
แล้วพวกเขาที่ถูกฝังลงในก้นบึ้งของสุสาน
จะไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาจะพบพานความโชคร้ายสักปานใด
ที่จมดิ่งสู่ความเลวร้ายอันลึกล้ำนั้น…
และจงพำนักอยู่ในหลุมสุสานให้เงียบเถิด
โอ้ผู้ซึ่งมีสถานที่พำนักอันเลวทราม
จะมีเสียงตะโกนถามพวกเขาอย่างกึกก้อง
หลังจากที่พวกเขาถูกฝังแล้ว ว่า…
บรรดาเพชรนิลจินดา มงกุฎแห่งจักรพรรดิ
และอัญมณีอันมีค่าทั้งหลาย
ใบหน้าที่เคยอาบความสุข หายไปไหนเสียแล้วฤา ?
ดูเหมือนว่ามันไม่มีม่านกั้น ไม่มีมาลัยแห่งเกียรติยศสวมใส่เสียแล้ว
ขณะนั้นสุสานก็จะให้คำตอบแทน
ในยามที่พวกเขาถูกถามเช่นนั้นว่า…
ใบหน้าเหล่านั้นกำลังถูกชอนไชอยู่ด้วยตัวหนอน
ตัวแมงก็กำลังเกาะแทะกัดกินอยู่
ในอดีต เขาเคยกินเคยดื่มตลอดเวลาแห่งอายุขัย
แต่วันนี้พวกเขากลับถูกกินเสียเอง หลังจากที่เคยได้กินมาก่อน
พวกเขาเคยได้สร้างคฤหาสน์อันงามหรู ติดตามกันอยู่ตลอดอายุขัย
เพื่อพักอาศัย แต่แล้ว … ก็ต้องพรากจากบ้านเรือนและบริวาร
พวกเขาเคยสะสมทรัพย์สิน สิ่งมีค่าหลากหลายตลอดอายุขัย
แต่แล้ว …ก็ต้องละทิ้งเหล่านั้นไว้ให้แก่บรรดาศัตรู
แล้วพวกเขาก็ต้องจากไป”
กวีบทนี้มีผลกระทบทางด้านจิตใจอย่างรุนแรงยิ่งนัก แท้จริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมลายสูญสิ้น จุดจบของประสาทราชวัง อำนาจราชศักดิ์ ตลอดจนเกียรติยศทั้งหลาย และทุกสิ่งทุกอย่างที่หลอกล่อมนุษย์ อยู่นั้น ในที่สุด มันก็จะสูญหายไปหมดสิ้น
เมื่อท่านอิมามได้กล่าวบทกวีจบลง คอลีฟะฮ์อัล มุตะวักกิล ถึงกับหลั่งน้ำตาร้องไห้ และได้แสดงความเคารพต่ออิมามด้วยการส่งอิมามกลับไปยังบ้านของท่านอย่างสมเกียรติ
การพลีชีพของอิมามอะลี อัล ฮาดีย์
เมื่อคอลีฟะฮ์อัล มุตะวักกิล ต้องเสียชีวิตไปโดยแผนการณ์ร้ายอย่างหนึ่งของบรรดาผู้ที่แสวงหาอำนาจ ปรากฏว่ามุนตะซ็อรผู้เป็นบุตรชายได้ขึ้นดำรงตำแหน่งสืบต่อ แต่ระยะเวลาที่อยู่ในอำนาจการปกครองมีเพียงหกเดือนเท่านั้น ต่อมาได้มีคอลีฟะฮ์อีกคนหนึ่ง ขึ้นครองอำนาจแทนนั่นคือ อัล มุสตะอีน เขาผู้นี้ได้ครองอำนาจอยู่เป็นเวลาสามปี ต่อจากนั้น อัล มุตัช ก็ได้ขึ้นครองอำนาจแทน คอลีฟะฮ์ผู้นี้เองที่ดำเนินการลอบสังหารอิมามอัล ฮาดีย์ ด้วยการวางยาพิษ ท่านได้คืนกลับสู่พระผู้อภิบาลในฐานะผู้เป็นชะฮีด เมื่อ ฮ.ศ. 254 ในขณะที่มีอายุได้ 42 ปี สุสานของท่านตั้งอยู่ที่เมืองสะมัรรอฮ์ ประเทศอิรักในปัจจุบัน ซึ่งถูกประดับด้วยโดมทองคำแท้สูงตระหง่านโดดเด่นเป็นสง่ายิ่งนัก และเป็นสถานที่เยี่ยมเยือนของบรรดามุสลิมทั่วทุกสารทิศ
สานุศิษย์ของอิมามอัล ฮาดีย์
ถึงแม้ว่าอิมามอัล ฮาดีย์ จะดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้การตรวจสอบและการควบคุมให้มีอุปสรรคอย่างหนักหน่วงสักปานใดก็ตาม แต่ท่านอิมามก็ยังมีสานุศิษย์ และบรรดาผู้สานต่อเจตนารมย์อยู่จำนวนหนึ่ง บุคคลเหล่านี้ล้วนแต่ประสบกับความยากลำบากอย่างแสนเข็ญ เพียงเพราะสาเหตุที่ต้องการจะไปพบปะเพื่อร่ำเรียนวิชาความรู้จากท่านอิมามในจำนวนบุคคลเหล่านั้นได้แก่:
1. ท่านอับดุลอะซีม อัล ฮุซนีย์ ท่านผู้นี้เป็นนักปราชญ์ ผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่ง เป็นผู้มีชื่อเสียงระบือไกลว่า มีความสำรวมตนเป็นเลิศ ท่านอิมามอัล ฮาดีย์ ได้เคยยกย่อง และกล่าวสดุดีบุคคลผู้นี้ไว้ในที่ต่างๆ หลายแห่งด้วยกัน ท่านได้ถูกเนรเทศออกจากบ้านเมืองตามคำสั่งของผู้มีอำนาจในยุคนั้น และได้ไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่เมืองเรย์ ซึ่งปัจจุบันเป็นชานเมืองทางด้านทิศใต้ของกรุงเตหะราน สุสานของท่านผู้นี้ ปัจจุบันยังเป็นสถานที่เยี่ยมเยือนของบรรดาชาวมุสลิมทั้งหลาย เพื่อเป็นการแสวงหาความจำเริญ
2. อัล ฮาซัน บิน สะอีด อัล อะฮ์วาซ ท่านผู้นี้เคยเป็นสานุศิษย์ ทั้งของอิมามริฎอ (อ.) และของอิมาม อัล ญะวาด (อ.) ท่านอาศัยอยู่ที่เมืองกุฟะฮ์และเมืองอัล อะฮ์วาซ และได้ย้ายไปพำนักอยู่ที่เมืองกุมจนเสียชีวิตที่นั้น ท่านได้เขียนตำราเกี่ยวกับวิชาฟิกฮ์ (นิติศาสตร์อิสลาม) วิชาจริยศาสตร์ และจริยธรรม ท่านผู้นี้ยังเป็นนักรายงานฮะดิษที่ได้รับความเชื่อถือสูงสุดด้วยท่านหนึ่ง
3. อัล ฟัฏล์ บิน ชาซาน อัล นัยซาบูร ท่านผู้นี้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางสาขานิติศาสตร์ อิสลามรุ่นอาวุโสสูงสุดท่านหนึ่ง เป็นนักอรรถาธิบาย และรายงานฮะดิษอย่างมากมายจากอิมาม อัล ฮาดีย์ อีกทั้งยังเป็นบุคคลที่พำนักอาศัยอยู่กับอิมามฮาซัน อัล อัสการีย์ อีกด้วย อิมามอัล ฮาดีย์ได้เคยยกย่องท่านผู้นี้ อีกทั้งยังได้แนะนำให้ประชาชนชาวคุรอซานยอมรับไว้เป็นผู้นำทางด้านวิชาการในยามที่พวกเขามีปัญหาทางด้านวิชาการศาสนา
ที่มาเว็บไซต์อะฮ์ลุลบัยต์
แสดงความเห็น